นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยมี ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าร่วม
ภายในงานยังมีพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการความร่วมมือพัฒนางานวิชาการการบริหารจัดการบุคลากร เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล” ระหว่าง “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” โดย นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาในหัวข้อ “กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยกลไกท้องถิ่นดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” ว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้ประกาศโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้น ไม่เพียงครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ยังมุ่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยผ่านการดูแลโดย “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” (Care Giver) ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างงาน รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อีกด้วย
ทั้งนี้ จากคำประกาศฯ ดังกล่าว ณ วันนี้รัฐบาลได้ทำสำเร็จแล้ว และพร้อมประกาศโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยอนุมัติงบประมาณ 1,115 ล้านบาท ให้ สปสช. ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลฯ กว่า 18,000 คน เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 1 แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลให้มีการจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างต่อเนื่องต่อไป
“ขอเชิญชวนประชาชนที่ผ่านการอบรมเข้าร่วมโครงการนี้ นอกจากจะได้รับค่าจ้างแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง ที่เสริมสร้างระบบสาธารณสุขชุมชนประเทศให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” รมว.สาธารณสุข กล่าว
ผศ.ดร.ลิณธภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้มีพันธกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาทักษะ ความรู้ และศักยภาพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในโลกยุคใหม่ กิจกรรมในวันนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสทางการศึกษา เสริมสร้างทักษะ และเพิ่มพลังให้สังคมไทย ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังมุ่งมั่นสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อนำไปเป็นค่าจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน นอกจากนี้ สกร. ยังได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและงานวิชาการ ที่เอื้อต่อการสร้างทักษะของบุคคลในด้านการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงการสนับสนุนการวิจัย การฝึกอบรม การบริการวิชาการ และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ชุมชนเกิดความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นสังคมสูงวัยและการดูแลผู้สูงอายุ
“ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่พร้อมจะผนึกกำลังเดินหน้าร่วมกัน เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืน อันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง” รมช.กระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
นพ.จเด็จ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างงานในชุมชน แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพการดูแล โดยผู้ดูแลช่วยเหลือผู้มีภาวะพึ่งพิงฯ ทุกคนจะได้รับการอบรมที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน ที่พัฒนาหลักสูตรโดยทาง สกร. หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งได้เข้ามาร่วมมือจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม และดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน เพื่อให้สนองนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างระบบการดูแลผู้สูงวัยของประเทศ อย่างไรก็ดี สปสช. เชื่อมั่นว่าจากความร่วมมืออันดีนี้ จะทำให้ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงทั่วประเทศได้รับการดูแลที่มีคุณภาพจากผู้ดูแลช่วยเหลือฯ ที่ได้มาตรฐาน เป็นการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้พร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
"ขณะที่ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. เทศบาล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งขณะทั่วประเทศได้ผู้ที่สมัครร่วมเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลฯ แล้วจำนวนกว่า 6,000 คนกระจายทั่วประเทศ และเชื่อว่านโยบายจากความกันอย่างเข้มแข็งจะบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อประโยชน์ของประชาชน" เลขาธิการ สปสช. กล่าว