6 ก.ย. 2568 หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีมติ 311 : 152 เลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยในพื้นที่เทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์ เสียงของชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า เจ้าของธุรกิจส่วนตัว และวินจักรยานยนต์รับจ้าง ต่างสะท้อนความคาดหวังไปยังนักการเมืองในสภา ว่าอยากให้ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเหตุการณ์ของชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงตรึงเครียดอยู่ และให้จริงใจต่อประชาชน
ด้านการเมืองตนก็อยากฝากให้ทำตามคำพูด คำสัญญา เพราะคนไทยทุกวันนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลง ด้านแม่ทัพภาค 2 ตนอยากฝากให้รักษาอุดมการณ์รักษาคำสัญญาของแม่ทัพกุ้งคนเดิมไว้ด้วย เพราะไม่อยากเสียแผ่นดินให้ใครอีกแล้ว ประชาชนอดทนได้แต่ไม่ยอมเสียแผ่นดินให้ใคร
“พวกเราขอแค่รัฐบาลใหม่ อย่าเอาเวลาไปเล่นการเมืองมากเกินไป จนลืมว่าชาวบ้านเดือดร้อน ทั้งปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาชายแดนการเมืองมากเกินไป”
ขณะที่ นายไพทูรย์ วินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง กล่าวว่า ตนอยากฝากปัญหาแนวชายแดนกับท่านแม่ทัพคนใหม่ อยากให้การรบครั้งนี้จบสิ้นไวๆ เพราะชาวบ้านเดือดร้อน โดยเฉพาะคนอยู่แนวชายแดนเดือดร้อนมาก อยากให้เด็ดขาด ด้านเศรษฐกิจก็ไม่ดีเป็นทั้งประเทศ และด้านนายกฯ คนใหม่ อยากให้ลงมาดูแลชายแดนโดยเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ให้ปัญหาชายแดนจบเร็วๆ ด้านเศรษฐกิจข้าวของแพง เงินหายากไม่สมดุลกับรายได้ที่รับมา
ด้าน น.ส.ภาวิดา ประสิทธิเม อายุ 42 ปี เจ้าของธุรกิจห้าดาว กล่าวว่า ตนอยากให้การเมืองนั้นนิ่งเพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบโดยเร็ว โดยเฉพาะปัญหาแนวชายแดนซึ่งจังหวัดสุรินทร์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เศรษฐกิจตอนนี้ซบเซามาก ยากให้นายกฯ คนใหม่สร้างความชัดเจนให้มากขึ้น
สถานการณ์ต่อไปนี้จะเป็นไปในทางใด สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า อยากให้เศรษฐกิจกลับมาโดยเร็ว อยากให้สงบและเยียวยาผู้มีผลกระทบ ด้านแม่ทัพภาค 2 นั้น ตนอยากให้มีความสงบให้สถานการณ์ปะทะครั้งนี้จบโดยเร็ว เพื่อกลับเข้าสู่ความสงบ การค้าขายจะได้เดินหน้าต่อไป เพราะเศรษฐกิจแย่มากๆ ไม่สามารถเดินหน้าได้ ถ้าทุกอย่างจบมีความชัดเจนทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปได้
ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยสะท้อนเสียงตรงกันว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น แม้จะเหลือเวลาในการบริหารประเทศไม่มากนัก แต่ก็ยังคาดหวังว่าจะเห็นการแก้ปัญหาเชิงรูปธรรม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง และความมั่นคง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งหลายคนมองว่ายังเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องจัดการ เพื่อสร้างความมั่นใจในอธิปไตยของชาติ
เสียงชาวสุรินทร์ในครั้งนี้ อาจเป็นภาพสะท้อนเล็ก ๆ ของประชาชนในหลายจังหวัด ที่กำลังฝากความหวังไปยังสมาชิกรัฐสภาและผู้นำประเทศชุดใหม่ ว่าจะไม่ปล่อยให้การเมืองเป็นเพียงการต่อสู้ในสภา แต่ต้องเป็นพลังในการนำพาประเทศ และประชาชนให้เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป