"ผู้ก่อเหตุ" เปิดปากปมอาละวาดลั่นคอนโด เผยข้อมูลบางอย่างไม่ตรงกัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"ผู้ก่อเหตุ" เปิดปากปมอาละวาดลั่นคอนโด เผยข้อมูลบางอย่างไม่ตรงกัน ยอมรับดื่มหนักจนขาดสติ -ยันไม่เคยพูดว่าฆ่าคนมาแล้ว 5-6 คน

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์เล่าประสบการณ์สุดผวาภายในคอนโด หลังถูกเพื่อนบ้านที่มีพฤติกรรมผิดปกติทางจิต ก่อกวนสารพัด ทั้งการเคาะและถีบประตูห้อง ข่มขู่ด้วยมีด รวมถึงนำเลือดสกปรกมาป้ายใส่ประตู สร้างความหวาดกลัวอย่างหนัก แต่กลับไม่มีมาตรการป้องกันที่จริงจังจากทั้งนิติบุคคลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมาเมื่อเวลา 09.40 น.  ทางผู้เสียหาย ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าว เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า ในวันเกิดเหตุซึ่งตรงกับคืนวันเสาร์ที่ 20 ก.ย. 2568 

ลูกบ้านคอนโด สตริงเกอร์ กทม.
ผู้ก่อเหตุเปิดปากปมอาละวาดลั่นคอนโด

ตนเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดและใช้ชีวิตตามปกติภายในห้อง ทั้งทำอาหารและซักผ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นว่า “ใครเป็นคนโทรแจ้งกู” พร้อมถ้อยคำหยาบคาย และท้าทายให้ตนออกไปเผชิญหน้า

ผู้เสียหายเล่าย้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีต้นตอมานานเกือบปี บริเวณห้องมุมดังกล่าวมักมีการเปิด–ปิดประตูเสียงดัง มีการทะเลาะรุนแรง รวมถึงเสียงเด็กร้องไห้บ่อยครั้ง ซึ่งในส่วนของเสียงเด็กร้องตนไม่ได้ติดใจ เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของเด็ก แต่สิ่งที่รู้สึกไม่สบายใจคือเสียงกระแทกประตูและเสียงดังรบกวนจนทนไม่ไหว จึงเคยเป็นหนึ่งในผู้ที่แจ้งนิติบุคคลเข้ามาจัดการ ซึ่งคาดว่านี่เองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ก่อเหตุพุ่งเป้ามาที่ตน ผู้ก่อเหตุได้เดินเคาะไล่ไปทีละห้อง พร้อมพูดอ้างว่าเคยฆ่าคนมาแล้ว 5–6 ศพ และคนต่อไปที่จะฆ่าก็คือคนที่แจ้งนิติฯ และผู้ก่อเหตุพยายามเรียกให้ตนออกไปเจอข้างนอก ซึ่งสร้างความหวาดกลัวอย่างหนัก

จนกระทั่งตำรวจเข้ามาที่ล็อบบี้ แต่ก็ไม่ยอมขึ้นมาระงับเหตุ พอตนสอบถามตำรวจก็บอกว่าผู้ก่อเหตุมีอาวุธ จึงทำให้ตนยิ่งตกใจ เพราะถ้าผู้ก่อเหตุมีอาวุธทำไมถึงไม่รีบขึ้นมาระงับเหตุ ส่วนทางเจ้าหน้าที่นิติฯ อยากให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยของลูกบ้านให้มากกว่านี้ ตอนนี้นิติฯ ทำได้แค่ตักเตือนผู้ก่อเหตุ ยังไม่สามารถขับไล่ผู้ก่อเหตุออกไปอยู่ที่อื่นได้ ก็ยิ่งทำให้ตนไม่สะดวกใจที่จะกลับเข้าไปอยู่ที่เดิม ถ้าวันนึงต้องกลับไปก็จะต้องอยู่แบบหวาดระแวง 

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ตนต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราวเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย ทำให้ต้องลางาน แต่ดีที่เจ้านายลูกค้า ทุกคนเข้าใจ และให้กำลังใจกลับมา พร้อมบอกว่า มีหลายคนที่เจอเหตุการณ์เหมือนกับตนเอง

ทั้งนี้ ในส่วนทางคู่กรณี ตนอยากจะบอกว่า ถ้าหากมีอาการปวดจิตเวชจริงก็ขอให้เข้ารับการรักษา ตอนนี้ไม่ต้องการคำขอโทษเพราะมันเกินเวลานั้นมานานแล้ว ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้วตนเชื่อว่า กฎหมายจะให้ความเป็นธรรมกับตนได้

ด้าน พันตำรวจเอกภษิต กะเตื้องงาน สน.ดินแดง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับแจ้งว่าเป็นเหตุการณ์ สามีภรรยาทะเลาะและมีปากเสียงกัน จึงส่งสายตรวจเข้าไปควบคุมสถานการณ์ แต่พอไปถึง ภรรยาแจ้งกับตำรวจสายตรวจว่าสามีใช้อาวุธมีดทำร้ายตัวเอง สายตรวจจึงประสานขอกำลังเพิ่มเติม เมื่อกำลังเสริมไปถึง ก็พบว่าตัวผู้ก่อเหตุได้ลงมารอที่ล็อบบี้แล้ว จึงได้มีการซักถามในเบื้องต้น พร้อมทั้งส่งไปปฐมพยาบาลเบื้องต้นในโรงพยาบาลใกล้เคียง ตอนนี้พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 1 ข้อหา คือเรื่องของพยายามบุกรุก ส่วนข้อหาก่อความเดือดร้อน และ พ.ร.บ.อาวุธมีดอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งผู้ต้องหาประสานเข้าพบพนักงานสอบสวนในช่วงบ่ายวันนี้

ด้านผู้ก่อเหตุ อายุ 37 ปี ได้มาพบพนักงานสอบสวนตามเวลาที่นัดหมาย พร้อมกับออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ตนเองยอมรับผิดทั้งหมด แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ไม่ตรงกับข่าวที่ได้มีการนำเสนอออกไปก่อนหน้านี้ แต่จะเป็นประเด็นไหนบ้างนั้น ตนยังไม่อยากชี้แจงในตอนนี้ ขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจก่อน ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าไม่ใช่มาจากการที่ถูกคู่กรณีไปแจ้งกับนิติบุคคลของคอนโดว่าตนได้เปิดปิดประตูเสียงดัง และทะเลาะกับภรรยาจนสร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้าน แต่สาเหตุเป็นเพราะความเครียดสะสมที่ตลอด 1 ปี

ที่ผ่านมาตนเองรับภาระหนักในการเลี้ยงดูลูกวัย 1 ขวบ 2 เดือน รวมถึงภาวะการเงินในครอบครัวที่ตนเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด จนเมื่อวานนี้ได้ซื้อเหล้าไปทั้งหมด 5 ขวด ซึ่งหลังจากดื่มยอมรับว่าขาดสติจนเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น โดยขอยืนยันว่าตนเองไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ห้องของคู่กรณี หากดูกล้องวงจรปิดจะเห็นว่าตนเดินไปทุกห้อง

ส่วนที่คู่กรณี กล่าวอ้างว่า ช่วงที่เกิดเหตุตนพูดข่มขู่ว่าเคยฆ่าคนตายมาแล้ว 5-6 คน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และตนไม่เคยพูดคำนี้ อย่าว่าแต่จะฆ่าคนเลยที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำร้ายร่างกายใครเลยสักครั้ง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นส่วนตัวยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสมที่เยาวชนจะเอาเป็นแบบอย่าง ส่วนทางคู่กรณีตนเองก็อยากขอโทษ หากหลังจากนี้คู่กรณีจะไม่ยอมไกลเกลี่ย ตนเองก็ต้องรับสภาพไปตามนั้น

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาพยายามบุกรุก และข้อหาทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ส่วนผลการตรวจสารเสพติดทางปัสสาวะ ไม่มีสารเสพติดในร่างกาย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ