"พลเอกทรงวิทย์" ย้อนเล่าเหตุการณ์ ก่อนเริ่มปะทะกัมพูชา จนธงชาติไทยโบกสะบัดบนภูมะเขือ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"พลเอกทรงวิทย์" ย้อนเล่าเหตุการณ์ ก่อนเริ่มปะทะกัมพูชา จนธงชาติไทยโบกสะบัดบนภูมะเขือ

กองบัญชาการกองทัพไทย จัดพิธีรับมอบหน้าที่และการบังคับบัญชา ผู้บัญชาการทหารสูงสุดระหว่าง พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี และพลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ โดยมี รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เสนาธิการทหาร หัวหน้าส่วนราชการภายในกองบัญชาการกองทัพไทย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี

โดยพิธีรับส่งหน้าที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย งดพิธีสวนสนาม ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ เพราะเป็นช่วงไว้อาลัยให้กับทหาร 16 นาย และประชาชน 14 คน ที่เสียชีวิตจากการปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24-28 กรกฎาคมที่ผ่านมา

พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้สื่อข่าว
“พลเอกทรงวิทย์ “ ย้อนเล่าเหตุการณ์ ก่อนเริ่มปะทะกัมพูชา จนธงชาติไทยโบกสะบัดบนภูมะเขือ

พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายในสังกัดกองทัพไทย ที่ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติภารกิจ ทุกเหล่าทัพมีความเป็นหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยและแก้ไขปัญหาของประเทศ เรียกได้ว่า เป็น "ONE TEAM" ในส่วนของพลเอก อุกฤษฎ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ เป็นคนที่มีความรู้เพียบพร้อม มีวิสัยทัศน์ มีอุดมการณ์ เป็นทหารอาชีพ เชื่อได้ว่าสามารถนำกองทัพไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม และภาคภูมิสืบต่อไปหลังจากนั้น พลเอก ทรงวิทย์ ได้ส่งมอบธงประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดให้กับ พลเอก อุกฤษฎ์

พลเอก อุกฤษฎ์ ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความรับผิดชอบสูงสุด อย่างเต็มกำลังขีดความสามารถ พร้อมทั้งสานต่อนโยบายของผู้บัญชาการทหารสูงสุดให้มีความต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เป็นหลักด้านความมั่นคงของชาติ เป็นที่พึ่งของประชาชน โดยยึดถือปณิธาน "กองทัพไทยเพื่อราชอาณาจักรไทย"

นอกจากนี้เพจ  thaiarmedforce ได้เปิดเผยว่า พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี เล่าเหตุการณ์ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ตนอยู่ในพื้นที่ทำถนนใกล้ชายแดน เวลาประมาณ 16.00 น. มีทหารไปเหยียบทุ่นระเบิด ห่างจากที่อยู่ประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นเวลา 17.00 น. ได้มานอนที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่ไปทำถนนขึ้นเขาที่จังหวัดหนึ่ง

ต่อมาเวลา 02.00 น. แม่ทัพภาคที่ 2 ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม รู้ว่าต้องมีการปะทะแน่จึงได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ เร่งด่วนตั้งแต่เวลา 04.00 น. ขณะที่ต่อมาเวลา 07.30 น. มีการประชุมผู้นำเหล่าทัพในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง และได้อัปเดตสถานการณ์พร้อมแสดงความพร้อมซักซ้อมแผนตอบโต้มาแล้วหลายครั้ง สุดท้ายจึงมีการอนุมัติใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถ และแผนยุทธบดินทร์ในเวลาต่อมา ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพลงพื้นที่เพื่อบัญชาการ 

24 กรกฎาคม 2568 ได้กลับมาที่กองบัญชาการกองทัพไทย และได้รับรายงานว่าพลเรือนไม่ปลอดภัยเพราะจรวดฝั่งกัมพูชาพุ่งเป้าที่ประชาชน จึงแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดคำนวณวิถีของอาวุธเพื่ออพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย ยอมรับว่าวันนั้นเป็นวันที่มืดมนที่สุดในชีวิตเพราะมีประชาชน และเด็กเสียชีวิต วันที่ 24 กรกฎาคม กัมพูชาระดมยิงหนักมากตั้งแต่ช่องบกมาถึงช่องสายตะกู 380 กว่ากิโลเมตร ซึ่งการที่กัมพูชาเลือกที่จะรบกว้างขนาดนั้น ทำให้อาวุธสนับสนุนของเราไม่ได้เคลื่อนย้ายได้ง่าย ต้องนับถือใจทหารพรานกับ ตชด. ที่ไม่ทิ้งแนว จนกระทั่ง 25 กรกฎาคมเริ่มมีการปรับแผน โดยพื้นที่ที่กัมพูชาให้ความสนใจเป็นพิเศษเป็นภูมะเขือ และเริ่มเข้าตีตอนบ่ายวันดังกล่าว และสูญเสียสิบเอกจิรายุ สิงห์อ้น โดยทหารได้ตียึดไปเรื่อยๆ

จนวันที่ 26 กรกฎาคม ช่วงเช้ามืดเวลา 03.00 น. เพราะรู้ว่าจะมีปฏิบัติการตอนเช้ามืดแต่ไม่ได้สื่อสารกับหน้าแนว ทราบจากระบบสื่อสารของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ยึดได้และขอให้เพื่อนร่วมชีวิตของเรารอดปลอดภัย จนช่วง 07.00 น. ได้รับรายงานว่ายึดได้แล้ว 90% จุดที่เปลี่ยนโมเมนตั้มของการสู้รบครั้งนี้คือภาพแรกของธงไตรรงค์บนภูมะเขือซึ่งถูกส่งมาจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เราปักธงไทยสำเร็จ วันนั้นในใจผมรู้แล้วว่าเราไม่แพ้แน่นอน

ขอบคุณข้อมูล : thaiarmedforce.com

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ