จากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางกระแสเรียกร้องในไทยที่ต้อการให้ยกเลิก MOU 43-44 เพราะมองว่าทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชานั้น
ล่าสุด อ.ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง วิเคราะห์เรื่องนี้ในรายการ "เรื่องใหญ่ Live Talk" ว่า ที่ตอนเคยบอกว่ากัมพูชาต้องการยกเลิก MOU นั้น การที่กัมพูชาต้องการยกเลิก MOU เพราะเขาเห็นว่าถ้าทำตาม MOU นี้ต่อไปเขาจะเสียเปรียบ
ส่วนที่มีกลุ่มคนเคลื่อนไหวในประเทสไทยให้ยกเลิก MOU 43-44 เพราะมองว่าทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชานั้น อ.ทรงฤทธิ์ บอกว่า ควรจับเข่าคุยกันจะได้รู้ความจริง ซึ่งก็ชื่อนชมคนที่รักประเทศชาติและต้องการรักษาอธิปไตย ทั้งนี้เรื่องอธิปไตยไม่มีประเทศไหนในโลกอยากให้มีมือที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง เขตแดนมันคืออธิปไตยของไทยกับกัมพูชาเท่านั้น แล้วเราอยากจะเอามหาอำนาจเข้ามาสอดแทรกหรือ เพราะ MOU นี้มันผูกกันไว้แล้ว 2 ประเทศ ส่วนตรงไหนจะแบ่งกันยังไงมันคือเรื่องการสำรวจ
นอกจากนั้น อ.ทรงฤทธิ์ ยังบอกอีกว่า แล้วเราก็เบาใจได้ เพราะเมื่อใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เรียกว่า LiDAR สแกนไปแล้ว ฮุนเซน เห็นแล้วว่าเขาจะเสียมากกว่าได้ เพราะมันละเอียดเทียบเท่าแผนที่ 1 : 25,000 ซึ่งพอสแกนไปแล้วจะเห็นภูมิประเทศทั้งหมด สันปันน้ำอยู่ตรงไหน ไม่ต้องลงไปเดินสำรวจเลยก็ยังได้ นั่งหน้าจอมอนิเตอร์ด้วยกันแล้วปักหมุดเขตแดนกันได้เลย แต่ฮุนเซน เพิ่งมารู้เทคโนโลยีนี้ในปี 2017 ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีนี้ได้บรรจุไว้แล้วในการประชุม JBC ครั้งล่าสุด ดังนั้นฮุนเซนจึงอยากจะฉีก MOU นี้ทิ้ง
“เรื่องนี้เราอยากให้แผนที่โบราณที่ฝรั่งเศสทำไว้มาเป็นตัวตัดสินหรือ แต่ถ้าเราทำตาม MOU ซึ่งไม่มีมหาอำนาจไหนมาแทรกได้ เพราะมีระบุในบันทึก TOR และข้อ 8 ของ MOU ปี 2000 เขียนชัดเลยว่าเมื่อสำรวจแล้วไม่ลงตัวกัน ก็คุยกันแค่ 2 คน แต่ถ้าเราไปสร้างกำแพงจะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาฟ้องศาลโลกได้เร็วขึ้น เขาจะบอกว่าเรารุกแผ่นดินเขา แล้วมีประจักษ์พยานเห็นๆ ดังนั้นถ้าผมว่า MOU ปี 2000 เป็นคุณมากกว่าเป็นโทษต่อประเทศไทย” อ.ทรงฤทธิ์ กล่าว