นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กกรณี นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC สมัยพิเศษ ในวันที่ 21-22 ตุลาคม 68 ที่จังหวัดจันทบุรีว่าเตรียมแจ้งกัมพูชาให้ทราบ ว่าไทยจะสร้างรั้วและจะสร้างจุดที่เป็นเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดน 2 เขตแดนที่สองฝ่ายเห็นตรงกันสุดเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย
นายธีระชัย ระบุว่า ผลประโยชน์หลักของคนไทย คือ ต้องมีรั้วป้องกันทหารกัมพูชาเล็ดรอดเข้ามาวางทุ่นระเบิด และเมื่อวาน สื่อเพิ่งรายงานว่า พบทุ่นระเบิดเพิ่ม 6 ทุ่น สภาพพร้อมใช้งาน ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-หนองจาน แต่ MOU 43 กำหนดเงื่อนไขว่า การปักปันเขตแดนจะต้องดำเนินการร่วมกันสองฝ่าย
กรณีที่โฆษกกล่าวว่า ไทยจะแจ้งให้กัมพูชาทราบว่าไทยจะสร้างรั้ว และจะสร้างจุดที่เป็นเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดน 2 เขตแดนที่สองฝ่ายเห็นตรงกันนั้น ดูผิวเผินเหมือนจะดี เสมือนว่ากองทัพไทยจะสามารถสร้างรั้วเพื่อป้องกันทุ่นระเบิดได้
แต่ข้อความ “ระหว่างหลักเขตแดน 2 เขตแดนที่สองฝ่ายเห็นตรงกัน” มันบีบแคบ ให้ไทยสร้างได้ ก็แต่เฉพาะในจุดที่เห็นชอบกันทั้งสองฝ่าย ใช่หรือไม่? จะสร้างในจุดที่ไทยเห็นว่าจำเป็น จุดที่คอขาดบาดตาย แต่ถ้ากัมพูชาต้องการเก็บจุดนั้นเอาไว้ ทำให้กำกวม เพื่อฝังทุ่นระเบิดใหม่ ไทยก็จะสร้างรั้วไม่ได้ ใช่หรือไม่?
นายธีระชัย ยังตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลใหม่กลับไปเดินตามครรลองของ MOU43 แม้แต่กรณีกัมพูชาฟังข้อแจ้งเรื่องรั้วของไทย แล้วปฏิเสธคัดค้าน คณะ กต. ไทยก็จะกลับกรุงเทพมือเปล่า ได้แต่ลม แต่ได้เอาสิทธิที่ไทยจะยกเลิก MOU43 ฝ่ายเดียว ซึ่งมีอยู่ขณะนี้ ไปประเคนถวายให้กัมพูชา ใช่หรือไม่?
ที่สำคัญ ไทยบังเอิญมีสิทธินี้ เกิดจากการเสียเลือดเสียเนื้อ เสียชีวิตคนไทยหลายสิบคน ทหารเสียขา มีคนบาดเจ็บจำนวนมาก ขอให้ทีม กต. เคารพต่อชีวิตที่ถูกสังเวย เพราะไม่มีรั้ว