นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors เปิดเผยกับ ทีมข่าวต่างประเทศ PPTV ว่าติดตามความเคลื่อนไหวของ MOU แรร์เอิร์ธ ตั้งแต่วันแรกที่ MOU ฉบับนี้โผล่ขึ้นมาจากวงประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์
นายธารา ตั้งข้อสังเกตว่า MOU แร่แรร์เอิร์ธระหว่าง ไทย-สหรัฐฯ ฉบับนี้ เผยให้เห็นความต้องการของสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มบทบาทเพื่อการเข้าควบคุมห่วงโซ่แร่สำคัญในเอเชีย
โดยเริ่มต้นจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ ไทย และมาเลเซีย ที่สามารถพูดคุยได้ง่ายกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ หากเทียบกับเมียนมาที่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งถูกควบคุมโดยจีนทั้งหมด
แน่นอนว่า สหรัฐอเมริกาอาจจะหมายตาให้ไทยเป็นฐานแห่งใหม่ ในห่วงอุปทานแรร์เอิร์ธ ที่จะสามารถดึงเส้นทางของแรร์เอิร์ธเหล่านี้จากประเทศเพื่อนบ้านของไทยออกจากมือจีน แม้มันไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม
นายธารา มองผลข้อดีและข้อเสียจากการมีอยู่ของ MOU ฉบับนี้ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ด้วยกัน หนึ่ง MOU ฉบับนี้จะก่อให้เกิด “ความเสี่ยง” ในห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ โดยมองว่า ไทยจะเป็นฐานในการนำเข้าแร่จากเมียนมา เข้ามาแปรรูป ซึ่งแร่แรร์เอิร์ธจากรัฐฉานเหล่านี้ กำลังสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบความเสี่ยงถึงที่มาที่ไปของแร่แรร์เอิร์ธเหล่านี้ จุดนี้อาจจะส่งผลดีต่อไทยเองที่จะสามารถยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบ ที่มาแร่ให้ทัดเทียมเป็นไปตามมาตรฐานของนานาชาติ
อีกฉากทัศน์หนึ่งคือ ไทยจะตกอยู่ใน “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” หรือไม่ ระหว่าง 2 มหาอำนาจอย่างจีน และสหรัฐฯ ที่กำลังแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น เพื่อครองความเป็นเจ้าในห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ
อย่างไรก็ตาม นายธารา เตือนว่า MOU แรร์เอิร์ธฉบับนี้อาจซุกซ่อนไปด้วย "กลลวงกัมมันตรังสี" ที่อาจทำให้ไทยนั้นต้องรับกรรมในฐานะฐานของการแปรรูปแรร์เอิร์ธ เพราะแร่แรร์เอิร์ธล้วนเต็มไปด้วยสารโลหะหนักต่าง ๆ และร้ายแรงที่สุดคือ "สารกัมมันตรังสี" ที่อาจปนเปื้อนออกมาได้ จนเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างสาหัสสากรรจ์ เพราะเคยเกิดกรณีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลจากการแปรรูปแรร์เอิร์ธในมาเลเซียมาแล้ว