วันที่ 14 พ.ย. 2568 ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา นาวาอากาศเอก สิริบูลย์ ดิษฐแย้ม จากกรมข่าวทหาร นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT ลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์และข้อเท็จจริง ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อําเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยมี พลจัตวา ซัมซุล ริซาล มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย เป็นหัวหน้าคณะ AOT พร้อมด้วยผู้แทน จากประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมทั้งหมด 3 ชาติ จำนวน 4 คน
ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยนําโดย พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ได้นําคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงจุดแรก บริเวณแนวต้นไม้ที่มีร่องรอยของวิถีกระสุน ถากต้นไม้ก่อนไปทะลุบังเกอร์ ด้านหลัง โดยใช้อุปกรณ์ เลเซอร์ ในการทดลองให้เห็นแนววิถีกระสุน ซึ่งจุดนี้พบรอยถากของกระสุนทั้งหมด 8 รอย
ซึ่ง พลจัตวา ซัมซุล ริซาล มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย เป็นหัวหน้าคณะ AOT ได้สอบถามถึง รายละเอียดจุดที่ตั้งของทหารกัมพูชา ซึ่งพันเอกชัยณรงค์ ได้อธิบายว่า ทหารกัมพูชาอยู่แนวต้นไม้ฝั่งตรงข้าม ทําจุดแนววิถีกระสุน โดยบริเวณจุดดังกล่าวจะ สังเกตเห็นว่าไม่มีกลุ่มของบ้านคนอาศัยอยู่ ตามที่กัมพูชาไปนำเสนอข่าว ซึ่งดูจากทิศทางการยิงของกัมพูชา มาจากพื้นที่ป่าไม่ใช่ในพื้นที่ชุมชน พันเอกชัยณรงค์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า บริเวณด้านหลังของกำลังทหารกัมพูชา มีลักษณะเป็นเพิงพัก คาดว่าเป็นเพิงพักของทหารกัมพูชา
ขณะเดียวกัน มีรายงานเพิ่มเติมว่า "วิถีกระสุน" จุดที่ทหารกัมพูชารัวยิงใส่ไทย 30 นัด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ทางขวามือของสแลนดำ หรือ ทางทิศใต้ โดยแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น หลังโดนยิงถล่ม ทหารไทยจึงยิงตอบโต้ ซึ่งถ้าดูจากภูมิประเทศแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะโดนชาวบ้าน เพราะเป็นป่า เป็นที่นา ส่วนชุมชนที่ชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ ก็อยู่คนละทิศกับที่เกิดการปะทะ ที่สำคัญคือ ระยะห่างที่กัมพูชายิงใส่ทหารไทย แค่ 150 เมตรเท่านั้น ซึ่้งใกล้มาก
จากนั้นคณะผู้สังเกตการณ์ AOT ได้เข้ามาดูร่องรอยของรูกระสุนที่บริเวณบังเกอร์ของทหารไทย โดยมีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายขั้นตอนการเก็บหลักฐานและร่องรอยที่เกิดขึ้น โดยเบื้องต้นพบรอยกระสุนบริเวณบังเกอร์ทั้งหมด 2 จุด
ซึ่งจุดแรก กระสุนทะลุแผ่นปูนบังเกอร์ บริเวณแผ่นปูนแผ่นที่สาม (นับจากบนลงล่าง) จุดที่ 2 รูกระสุนไม่ทะลุแผ่นปูน อยู่บริเวณแผ่นปูนแผ่นที่สอง ซึ่งจุดที่กระสุนไม่ทะลุแผ่นปูนจะอยู่ด้านบนเยื้องกลับรูกระสุนที่มีรอยทะลุ โดยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้นำอุปกรณ์มากระเทาะแผ่นปูนเพื่อนำหัวกระสุนที่ฝังอยู่ออกมาทำการตรวจสอบ โดยใช้เวลากระเทาะประมาณ 3 นาที จนพบหัวกระสุน พฐ. จึงนำออกมา ก่อนที่พลจัตวา ซัมซุล ได้ร่วมทำการตรวจสอบและสอบถามข้อมูลถึงลักษณะชนิดของหัวกระสุน จากนั้นก็นำกระสุนดังกล่าวโชว์ให้กับสื่อมวลชนได้เก็บภาพ จากนั้นพฐ.ก็นำไปเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาทาง พลจัตวา ซัมซุล ริซาล มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียและหัวหน้าคณะ AOT ไทย ระบุว่า จะนำข้อมูลที่ได้รับวันนี้ไปรายงานต่อ กระทรวงกลาโหม ของประเทศมาเลเซียถึงข้อเท็จจริงที่คณะผู้สังเกตการณ์ AOT ไทย ได้ลงพื้นที่ โดยรอยกระสุนพบในสองส่วนคือ บริเวณต้นไม้ 8 รอย และตัวบังเกอร์ 2 รอย ทางคณะได้เห็นรอยกระสุนจริง และผลกระทบจริงในพื้นที่แล้ว โดยกระสุนดังกล่าวเป็นลูกกระสุนใหม่ แต่ขอยังไม่ระบุรายละเอียดของชนิดกระสุนว่าเป็นประเภทอะไร รวมถึงระยะแนววิถีกระสุน ซึ่งข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด รอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของไทยทํางาน ก่อน ถึงจะยืนยันเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ถึงประเภทกระสุนถึงระยะแนววิถีกระสุน
ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงวิถีกระสุน ที่ทางฝั่งกัมพูชายิงเข้ามาฝั่งไทยว่าต้องการให้ถึงชีวิตเจ้าหน้าที่ไทยหรือไม่ ในประเด็นนี้ พลจัตวาซัมซุล ระบุว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้