กองทัพภาคที่ 2 โพสต์เฟซบุ๊กเตือนถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ตรวจพบจากฝั่งกัมพูชา ในเหตุปะทะชายแดน คือ ยุทธวิธี FPV UAV จากอากาศยานไร้คนขับแบบ FPV (First Person View UAV) ซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นอาวุธโจมตีแบบเฉพาะจุด และเริ่มถูกนำมาใช้ในสนามรบสมัยใหม่อย่างแพร่หลาย พร้อมข้อแนะนำการปฏิบัติเมื่อตรวจพบ
โดยกองทัพประเมินว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของกำลังพลในพื้นที่ปฏิบัติการ หากไม่มีมาตรการรับมือที่ถูกต้องและทันการณ์
กองทัพภาคที่ 2 ให้รายละเอียดว่า พฤติการณ์ข้าศึก มักใช้ “อากาศยานนำร่อง” ทำหน้าที่ตรวจการณ์หรือหลอกล่อเป้าหมาย ก่อนตามด้วยโดรนโจมตี FPV ซึ่งสามารถพุ่งตรงเข้าสู่ตำแหน่งของกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ได้อย่างแม่นยำ
ขณะที่โดรนบางลำถูกติดตั้งอาวุธ เช่น ค.82 มม. (82mm Mortar) หรือวัตถุระเบิดอื่น ๆ รวมถึงกล่องติดตั้งสัญญาณ GPS ซึ่งทำหน้าที่นำวิถีและส่งข้อมูลตำแหน่งกลับไปยังฝ่ายผู้ควบคุม
กองทัพภาคที่ 2 ยังพบรูปแบบกลยุทธ์ของภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การยิงอาวุธล่อเป้าจากภาคพื้นดินเพื่อบังคับให้กำลังพลเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งที่ข้าศึกต้องการ ก่อนส่งโดรน FPV พุ่งซ้ำเข้าโจมตี
นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการวาง “เป้าหมายล่อ” คือกล่องอุปกรณ์ที่ติดสัญญาณ GPS แล้วปล่อยให้กำลังพลเข้าไปตรวจสอบ หากเกิดความเข้าใจผิดหรือรวมกลุ่มเข้าใกล้ จุดนั้นอาจกลายเป็นตำแหน่งที่โดรนอีกชุดรอเข้าโจมตี
กองทัพภาคที่ 2 ได้แนะนำด้านความปลอดภัย โดยเน้นว่า หากพบวัตถุต้องสงสัยหรือสัมผัสได้ถึงสัญญาณเสียงคล้ายโดรน ให้กันกำลังพลออกจากจุดนั้นทันที และห้ามรวมกลุ่มเข้าไปตรวจสอบอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตี หากพบกล่องหรืออุปกรณ์ที่มีสัญญาณ GPS ให้ทำลายหรือเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ในทันทีเพื่อตัดสัญญาณนำวิถี
พร้อมเตือนว่า หากพบอาวุธหรือวัตถุระเบิด เช่น ค.82 มม. ติดอยู่กับโดรน ต้องห้ามเคลื่อนย้ายหรือเก็บกู้เองโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดการระเบิดได้ทั้งจากตัววัตถุหรือการจุดชนวนอัตโนมัติ
กองทัพภาคที่ 2 ย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังต่อสัญญาณ GPS การรวมกลุ่มของกำลังพลในพื้นที่เปิด และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยทุกชนิด โดยให้รายงานผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทันทีที่พบสิ่งผิดปกติ เพื่อป้องกันความสูญเสียจากภัยคุกคามทางอากาศยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น