ภายหลังการแถลงข่าวคดีอดีตนายตำรวจติดสินบนทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 246 บาท ทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผู้กล่าวหา โดยบอกว่า ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้น และสิ่งที่พูดไปนั้นได้รับการรับรองจากกระบวนการตรวจสอบของตำรวจ และบางอย่างที่ตนก็เพิ่งรับทราบจากการแถลงข่าว คือ รถของกรรมการ ป.ป.ช. เป็นรถประจำตำแหน่ง และที่มาของทองคำที่เชื่อมโยงกับวันที่ตนนำทองไปให้กับกรรมการ ป.ป.ช.
พร้อมบอกอีกว่า ตนเองได้รับความเป็นธรรมในระดับหนึ่ง อย่างน้อยหลักฐานที่เราให้ตำรวจไปไม่ใช่เรื่องเท็จ เพราะทุกอย่างมันสอดคล้องกัน และยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งใครหรือทำร้ายใคร แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงปรากฏ เพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน
เมื่อถามว่าได้คุยกับลูกน้องคนสนิทคนอื่นของบิ๊กโจ๊กหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า ก็พอได้คุยอยู่บ้าง และได้บอกว่า เหมือนเราอยู่ในกรง ต่างคนต่างก็อยู่ในกรง อยู่ในเงื่อนไขของแต่ละคน บางคนถูกขังในกรงของความกลัว บางคนถูกขังในกรงของบุญคุณ วันนี้ตนได้เปิดประตูกรงให้กับทุกคนแล้ว ที่เหลือก็ต้องก้าวออกมาเอง ผมไม่มีหน้าที่ไปอุ้มหรือไปจูงใครออกมา อยู่ที่ตัวเขาจะกล้าออกมาหรือไม่ แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่กล้าเดินออกมา อาจจะด้วยความกลัวหรือเงื่อนไขบางอย่างในใจ ซึ่งตนก็ไม่ทราบ แต่ถ้าไม่ออกมาก็จะถูกกระทำอยู่อย่างนั้น
“ส่วน พ.ต.อ.นำเกียรติ ตนเองเห็นใจ ขอยืนยันว่า พ.ต.อ.นำเกียรติ เป็นคนดี ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขเดียวกันกับน้องๆ อยู่ที่ตัวพี่ ก็หวังว่าจะให้รักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรี”
เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นผู้กล่าวหานำคลิปหลักฐานมาให้ตำรวจ แต่อาจจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย หนักใจหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า ยินดีตั้งแต่วันแรก ตนเองรู้กฎหมายดีว่า การนำหลักฐานไปให้ตำรวจเปิดเผยออกมานั้น มีสิทธิ์ที่จะตกเป็นผู้ต้องหา หรือได้รับผลกระทบทางด้านสังคมและความรู้สึกของครอบครัว แต่เป็นสิ่งที่ตนเตรียมใจไว้อยู่แล้ว ตั้งใจและเตรียมใจยอมรับ ไม่ได้มีอะไรมาต่อรองว่าจะขอกลับเข้าราชการ ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย ไม่เคยไปเรียกร้องหรือดิ้นรนเพื่อขอกลับเข้ารับราชการ ยอมรับรู้สึกเอือมกับสิ่งที่เจอ กับสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิต แต่กลับต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้
เมื่อถามว่าหมดศรัทธาในตัวเองหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า ก่อนที่ตนจะมาอยู่กับบิ๊กโจ๊ก ตนทำงานของตนเองมา แต่พอมาอยู่กลับเจอเหตุการณ์แบบนี้ ตนมีศักดิ์ศรี มีชื่อเสียงมาก่อน แต่พอมันเกิดเรื่องแบบนี้ มันได้รับผลกระทบหลายอย่าง เหมือนกับว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยมีมา เคยสร้างมา มันสูญสลายพังทลายไปหมด ยอมรับว่าที่ผ่านมาถูกใช้ในฐานะที่เราเป็นลูกน้อง ก็ต้องยอมให้ใช้ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิด ทำไปภายใต้สภาพบังคับ ไม่ทำก็ไม่ได้
ส่วนกรณีที่ พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ บอกว่าพ่อของตนโกรธและโมโหจนถึงขั้นโทรไปว่าบิ๊กโจ๊ก เปิดเผยว่า เรื่องเกิดมาจากคลิปที่เข้าไปพบกับนายมูฮัมหมัดนอร์ มะทา มีการไปข่มขู่ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และมีการจัดฉากขึ้นมาให้เขาไปเจอกัน พร้อมบันทึกภาพบันทึกเสียง ซึ่งมันไม่ถูกต้อง เจตนาไม่บริสุทธิ์ ตั้งแต่ตอนนั้นตนก็แยกตัวออกมา และเล่าให้พ่อฟัง พ่อก็อาจจะไม่พอใจ และตีตัวออกห่างมาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม ปี 2568 รวมถึงมีการทำบัตรสนเท่ห์ไปร้องเรียนให้ท่านได้รับความเสียหาย กระบวนการเหล่านี้ เราเห็น เรารับรู้ และเราไม่อยากเข้าไปยุ่ง
ส่วนที่เมื่อวานนี้ (5 ม.ค. 2569) ตนไป ป.ป.ช. เพื่อคัดค้านกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสำนวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการไต่สวน รวมถึงได้ไปขอคุ้มครองพยาน เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีไอโอเข้ามาถล่มชีวิต ทั้งร้านกาแฟ และชีวิตครอบครัว
ส่วนเรื่องทองเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2567 เขาก็มีการวางแผน โดยบอกว่าเดี๋ยวจะให้เอาทองไปให้กรรมการ ป.ป.ช. คนหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังไม่ได้บอกให้เอาไปให้ใคร ผมจึงปรึกษากับครอบครัว และมองว่าเราก็ควรต้องเก็บพยานหลักฐานเอาไว้ เพราะตนมีความสงสัยตั้งแต่แรกว่า เมื่อคุณรู้จักกัน คุณนัดเจอกันเองก็ได้ แต่ทำไมไม่ส่งมอบกันเอง ทำไมจะต้องให้ตนนำทองไปให้ และให้บันทึกภาพเก็บไว้ ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช. คนนั้นตนเองก็ไม่รู้จัก แต่การที่สั่งให้ไปพบกับกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมีคนประสานงานกันระหว่างกรรมการ ป.ป.ช. คนนั้น กับคนที่เป็นเจ้าของทองคำ
วันส่งมอบทองคำ เมื่อตนลงจากรถ ตนเดินไปสวัสดี จากนั้นส่งกระเป๋าให้ ไม่มีการพูดอะไรกัน ซึ่งถ้าไม่มีการนัดหมายให้มาเจอกัน ทำไมถึงลดกระจกทันทีที่ผมไปถึง
เมื่อถามว่าในรถคันดังกล่าวนั่งมากี่คน พ.ต.อ.ภาคภูมิ บอกว่า ตนเห็นแค่ 2 คน ส่วนฝั่งของตนที่ไปวันนั้น มีตน คนขับรถ และคนที่ถ่ายคลิป แต่จะมีอีกชุดหนึ่งที่ขับรถติดตามไปด้วย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ
พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยังบอกอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางกรรมการ ป.ป.ช. จะถูกหักหลังเป็นคนแรก เพราะมีการให้มอบทองคำแท่งให้ แล้วบันทึกภาพเก็บไว้เพื่อข่มขู่แบล็กเมล์ ส่วนคนที่ถูกหักหลังเป็นคนที่สองก็คือตน เนื่องจากมีการพยายามให้ไปรับทองคำ เพื่อสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาว่าเป็นทองของตนเอง
“มันมีการหักหลังกันมาก่อนแล้ว ตัวที่สำคัญคือผมถูกหักหลังก่อนนะ”
พร้อมคาดการณ์ว่า อีกฝ่ายจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ และจะพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของตน จะมีการแจ้งความเท็จและเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกมาก โดยตนไม่โกรธกับการต่อสู้ของอีกฝ่าย แต่ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย
หลังการเปิดตัว มีการข่มขู่ ทั้งการโทรศัพท์จากรุ่นพี่คนหนึ่งเพื่อขอคุย แต่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปฏิเสธที่จะคุย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มไอโอออกมาถล่มคุณพ่อคุณแม่ ลามไปถึงลูกเมีย ทำให้ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังมีการข่มขู่ไปถึงลูกน้องของบิ๊กโจ๊กคนอื่นๆ ว่า หากคนที่เหลือยังไม่หยุด ก็จะต้องโดนแบบนี้อีก รวมถึงมีการใช้ influencer ที่อยู่ในต่างประเทศออกมาด่าและให้ข้อมูลบิดเบือนตลอดเวลา มองว่าการข่มขู่เหล่านี้ เป็นการข่มขู่ผู้อื่นให้เห็นว่า หากใครออกมาพูดจะต้องโดนแบบเดียวกัน ไม่แปลกใจกับการกระทำเหล่านี้ เพราะรู้ถึงวิธีการและตัวละครที่เกี่ยวข้อง วิธีการเหล่านี้เคยถูกใช้กับคนทำเรื่องร้องเรียนหลายคน รวมถึงหนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. และพลเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามย้ำว่า มีการข่มขู่ทำร้ายร่างกายไปถึงตัวของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และลูกน้องของบิ๊กโจ๊กคนอื่นๆ หรือไม่ โดยยอมรับว่า น้องๆ บางคนมีคนตามไปที่บ้าน และถูกโทรศัพท์หา แต่น้องๆ เหล่านี้ได้รับการดูแลคุ้มครองแล้วในปัจจุบัน