เปิดผลสอบคดีสแกนม่านตา ดีอีเซ็น MOU เร่งรัด–ปกปิดข้อมูล โดนสแกนกว่า 1.2 ล้านคน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ดีอี–ดีเอสไอ เปิดผลสอบคดีสแกนม่านตา ผิดปกติหลายประเด็น เซ็นลงนามเร่งรัด–ปกปิดข้อมูล คาดสแกนประชาชนแล้วกว่า 1.2 ล้านคน

วันที่ 30 ม.ค. 2569 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แถลงผลการตรวจสอบกรณีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัทเอกชนต่างชาติ ที่เชื่อมโยงกิจกรรมสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี พบพฤติการณ์ผิดปกติหลายประเด็น ทั้งการเร่งรัดลงนามและการปกปิดข้อมูลสาระสำคัญ

คดีสแกนม่านตา ช่างภาพพีพีทีวี
ดีอี–ดีเอสไอ เปิดผลสอบคดีสแกนม่านตา ผิดปกติหลายประเด็น

โดยร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ดีเอสไอรับคดีเป็นคดีพิเศษตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม และเข้าตรวจค้นบริษัทเป้าหมาย 5 แห่ง 4 จุด พบหลักฐานการสแกนม่านตาประชาชนแล้วกว่า 1,017,854 ราย และคาดว่าเมื่อได้เอกสารครบ ตัวเลขอาจสูงถึง 1.2 ล้านราย โดยพบการจ่ายค่าตอบแทนให้บริษัทที่พาคนมาสแกนรายละ 5 ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงความผิดปกติในการนำเข้าและการใช้งานเครื่องสแกนม่านตา

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า การจัดทำ MOU ดังกล่าวมีลักษณะผิดปกติอย่างชัดเจน ใช้เวลาพิจารณาเพียง 2–3 วัน ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติของกระทรวง ไม่มีการแปลเอกสารภาษาไทยครบถ้วน และไม่ได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งที่มีเงื่อนไขอาจทำให้รัฐเสียเปรียบด้านทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งยังมีคำสั่งไม่ให้ประชาสัมพันธ์พิธีลงนาม

ไชยชนก ช่างภาพพีพีทีวี
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ด้าน พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า การสแกนม่านตาเป็นข้อมูลชีวมิติอ่อนไหว เทียบเท่าดีเอ็นเอ การให้เหรียญคริปโทเป็นแรงจูงใจทำให้การให้ความยินยอมขาดความเป็นอิสระ PDPC จึงมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินการและสั่งลบข้อมูลทั้งหมด พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะที่ นาง พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ได้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตแล้ว 5 ราย และอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการสแกนม่านตาแลกเหรียญเข้าข่ายการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องขออนุญาตหรือไม่ พร้อมกำชับผู้ให้บริการแจ้งเตือนความเสี่ยงแก่ผู้ลงทุน

ด้าน ดร. ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สรุปว่า กระบวนการจัดทำ MOU เริ่มจากฝ่ายการเมือง มีการเร่งรัดผิดปกติ ไม่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐาน และมีการสั่งไม่ให้เผยแพร่ข้อมูล ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถเฝ้าระวังกิจกรรมได้ ก่อนจะพบว่ามีการสแกนม่านตาประชาชนไปแล้วราว 1.2 ล้านคน จึงมีการยกเลิก MOU และส่งมอบพยานหลักฐานให้ดีเอสไอดำเนินการต่อ

ขณะที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ส่วนนี้ ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และจะเปิดเผยข้อมูลที่เปิดเผยได้ ภายหลังการสืบสวนแล้วเสร็จ

ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามถึงกรณีที่ปรากฏชื่อชาวต่างชาติ นายเบน สมิธ ว่าเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล ตอบว่า ขออนุญาตตอบเพียงในสำนวนการสืบสวน ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จ และเตรียมจะชี้แจงอีกครั้ง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ