เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลที่ดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลกเป็นอย่างมาก สำหรับเทศกาลสงกรานต์ไทยในปี 2569 ที่ปรากฎภาพนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมเล่นน้ำกันจำนวนมาก แต่นอกจากไทยจะมีเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังมีอีกประเทศเพื่อนบ้านที่จัดงานคล้ายกัน คืองานปีใหม่กัมพูชาที่เรียกว่า “โจนชนำทะเมย” ซึ่งจัดขึ้นช่วงเดียวกับปีใหม่หรือสงกรานต์ของไทย และมีการเล่นน้ำเล่นแป้งคล้ายกัน
ล่าสุด อ.ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เปิดโต๊ะข่าว” ยืนยันว่า กัมพูชาไม่เคยใช้คำว่า “สงกรานต์” มีแต่คำว่า “โจนชนำทะเมย” โดย “โจน” แปลว่าน้ำ “ชนำ” ก็แปลว่าปี “ทะเมย” ก็แปลว่าใหม่ ก็คือรดน้ำปีใหม่ ซึ่งไม่ใช่งานใหญ่ หรืองานสำคัญ และที่ผ่านมากัมพูชา จะให้ความสำคัญกับงานบอนอ็อมตู๊ก ที่เหมือนงานลอยกระทงแบบบ้านเรามากกว่า
แต่กัมพูชาเพิ่งจะมาใช้คำว่า “สงกรานต์” เมื่อตอนองค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียน "สงกรานต์ในประเทศไทย" เป็นรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติเมื่อปี 2566
นอกจากนั้น อ.ทรงฤทธิ์ ยังบอกว่า การที่กัมพูชาพยายามยกระดับการโปรโมทงานสงกรานต์แข่งกับไทย เป็นวิธีที่กัมพูชาถนัดอยู่แล้ว นอกเหนือจากการสร้างชาตินิยม เรื่องชายแดน โบราณสถาน ก็มีเรื่องวัฒนธรรม
“จริงๆ เขมรไม่เคยใช้คำว่าสงกรานต์มาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ใช้คำว่า โจนชนำทะเมย โจนก็คือ ชล ชลละ ที่แปลว่าน้ำ ชนำ ก็แปลว่าปี ทะเมย ก็แปลว่าใหม่ ก็คือรดน้ำปีใหม่ เขาไม่เคยใช้คำว่าสงกรานต์นะ เขาใช้คำว่า โจนชนำทะเมย แล้วก็ไม่ใช่งานใหญ่ ไม่ใช่งานสำคัญ เขมรจะให้ความสำคัญกับงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบ้านเมืองเขาเนี่ยก็คืองานบอนอ็อมตู๊ก ก็คือถ้าเทียบกับบ้านเราก็คือลอยกระทง สงกรานต์เป็นงานเล็กๆ เป็นงานท้องถิ่น มันไม่ค่อยมีน้ำให้สาด เพิ่งจะมาใช้คำว่าสงกรานต์เนี่ยเร็วๆนี้เอง ก็เพิ่งมาใช้ตอนเราได้มรดกโลกนี่แหละ” อ.ทรงฤทธิ์ กล่าว