กรณีที่นางเอ (นามสมติ) อายุ 56 ปี นางบี (นามสมติ) อายุ 59 ปี สองพี่น้อง ชาว ต.จรเข้มาก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ และขอความเห็นใจจากเจ้าหนี้ หลังจากได้กู้เงินนอกระบบหรือเงินรายวัน จำนวน 10,000 บาท เมื่อช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมา เพื่อนำเงินไปซื้อชุดนักเรียน รองเท้า และอุปกรณ์การเรียน ให้กับหลาน 2 คน ซึ่งกำลังเรียนชั้น ม.1 และ ม.2 เพราะพ่อแม่ของหลานทั้งสองแยกทางกัน
ครอบครัวฐานะยากจน มีอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว และรับจ้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน จึงตัดสินใจกู้เงินรายวันโดยกู้มา 10,000 บาท แต่ถูกหักไว้ 1,000 บาท ได้รับจริงเพียง 9,000 บาท และจะต้องจ่ายเป็นรายวัน วันละ 400 บาท เป็นเวลา 30 วัน แรกๆ ก็ช่วยกันหาจ่ายได้ประมาณ 3,000 บาท แต่ประมาณ 1 สัปดาห์ หาเงินไม่ทัน ขอผ่อนจ่ายวันละ 100-200 บาทบ้าง บางวันก็ไม่ได้จ่าย เพราะไม่มี
ทำให้แก๊งทวงหนี้ไม่พอใจ มาตะโกนด่าและใช้คำพูดข่มขู่หลายครั้ง ล่าสุด ขณะที่ นางเอ ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปกับแม่ชรา วัย 87 ปี เพื่อเกี่ยวหญ้ามาให้วัวที่รับจ้างเลี้ยง ระหว่างทางแก๊งทวงหนี้ได้ขับกระบะปาดหน้า แล้วมาถอดกุญแจรถจักรยานยนต์ออก พร้อมข่มขู่สารพัดทั้งขู่ถ้าไม่จ่ายจะฆ่ายกครัว สร้างความหวาดกลัวให้กับแม่และลูก จึงได้ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อเพื่อขอความเห็นใจจากเจ้าหนี้ ขอผ่อนชำระวันละ 100 – 200 บาท ตามกำลังที่พอหาได้
ล่าสุดทั้งสองพี่น้องได้เดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรบ้านบัว จ.บุรีรัมย์ ให้ช่วยไกล่เกลี่ยประนีประนอมการชำระหนี้ ทั้งเกรงจะได้รับอันตรายจากแก๊งทวงหนี้ ที่มาข่มขู่จะฆ่ายกครัวด้วย โดยนางเอ เปิดเผยว่า ก่อนจะมาแจ้งความ แก๊งทวงหนี้ยังมาขู่เอาเงิน ตนก็จ่ายไป 100 บาท เพราะมีเงินติดตัวเท่านี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมเรียกทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้มาไกล่เกลี่ยกัน