สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย สำรวจความคืบหน้าเหตุการณ์กันสาดอาคารพาณิชย์ทรุดตัว บริเวณใกล้วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ถนนพระราม 4 เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
นายอิทธิพล พสิษฐ์โยธิน ประธานกรรมการกฎหมายและจรรยาบรรณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบ 3-4 คูหาที่เกิดเหตุ และได้ขึ้นไปบนระเบียงกันสาดคูหาที่ 3 พบว่าโครงสร้างอาคารเป็นการก่ออิฐถือปูน เพราะมีอายุมากกว่า 50 ปี ส่วนระบบคานเป็นแบบไม้ และกันสาดที่ถล่มเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก
ซึ่งโครงสร้างอาคารที่ชำรุดเสื่อมโทรมทำให้ความสามารถในการรับแรงน้อยลง
นายอิทธิพล ระบุว่า จะต้องทำให้พื้นที่อยู่ในเกณฑ์ความปลอดภัย เพื่อรอตรวจสอบโดยละเอียด ปิดใช้อาคารไปก่อน ส่วนโครงสร้างกันสาดที่ยังไม่ได้ตรวจสอบและร่วงลงมาแต่ยังไม่ถล่ม ต้องใช้วิธีค้ำยันชั่วคราว ส่วนตัวโครงสร้างอาคารโดยเฉพาะ ชั้น 2 ที่เป็นแบบก่ออิฐถือปูน และมีคานค้ำโครงสร้างอยู่ ไม่มีความน่ากังวลใจ แต่ผู้ใช้อาคารได้วางสิ่งของที่ชั้น 2 จำนวนมาก จึงต้องประสานผู้เช่าให้ย้ายของลงมาจากชั้น 2 ก่อน เพื่อรอการตรวจสอบและประเมินความแข็งแรงของอาคารอีกครั้ง
สำหรับสาเหตุที่กันสาดถล่มลงมา เบื้องต้นประเมินว่ากันสาดมีลักษณะเป็นคอนกรีต ซึ่งอยู่คนละส่วนกับหลังคาที่เป็นไม้ ซึ่งกันสาดอยู่นอกอาคารมักโดนแดดและฝน รวมถึงสิ่งสำคัญในการรับแรง คือ เหล็ก หากใช้ไปนาน ๆ คอนกรีตจึงมีรอยแตกและเกิดความชื้น ทำให้ความสามารถในการรับแรงดึงลดลง
ส่วนจะต้องรื้ออาคารทั้งหมดหรือไม่นั้น นายอิทธิพล บอกว่า เท่าที่ดู ส่วนที่ถล่มเป็นกันสาดด้านหน้า ส่วนผนังและพื้นภายในยังคงใช้งานได้ แต่ต้องงดใช้อาคารไว้ก่อน พร้อมให้ข้อเสนอว่า กทม. ควรรื้อถอนกันสาดเดิมที่เป็นคอนกรีตออก และให้เปลี่ยนมาใช้กันสาดโครงเหล็กหลังคาเมทัลชีทแทน
ส่วนกรณีที่ชาวบ้านสะท้อนว่า ที่ผ่านมามีการซ่อมแค่กันสาดของตัวเองแบบชั่วคราว หากจะปรับปรุงทั้งหมดจะต้องประสานกับผู้เช่าหลังอื่นด้วย ประเด็นนี้ นางสาวชัญญาภัค ชำนิกล้า ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ ระบุว่า เนื่องจากเป็นพื้นที่ของวัดไตรมิตรฯ จึงต้องทำตามขั้นตอน โดยระหว่างรอดำเนินการซ่อมแซม สำนักงานเขตจะออกประกาศเพื่อแจ้งวิธีปฏิบัติและที่ผ่านมาได้ดำเนินการต่อเนื่อง หากจุดไหนเสี่ยง ก็จะทำหนังสือถึงเจ้าบ้านเพื่อให้ซ่อมแซม
ซึ่ง กทม. ได้สั่งการมาก่อนหน้านี้เพื่อให้ทุกเขต ตรวจสอบอาคารที่มีกันสาด รวมถึงปลัด กทม.ได้ร่วมกับ วสท.จัดทำแผนเพื่อลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบอาคารเพื่อแยกกลุ่มเสี่ยง และเข้าแก้ไข
ขณะที่ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้ดูแลพื้นที่ให้ข้อมูลว่าที่ดินรวมถึงอาคารที่เกิดเหตุและอาคารข้างเคียง รวม 13 คูหา เป็นพื้นที่ของวัดไตรมิตรฯ ซึ่งผู้พักอาศัยทั้ง 13 คูหา มีสถานะเป็นผู้เช่า โดยหลังจากนี้จะกลับไปหารือถึงแนวทางซ่อมแซมอาคาร รวมถึงแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
ทีมข่าวยังได้สำรวจอาคารข้างเคียง และได้สอบถาม นายสมบูรณ์ และนางสาวจันทิมา เจ้าของร้านขายสังฆภัณฑ์ เปิดเผยว่า กังวลเพราะอาคารมีสภาพเก่าเกือบ 100 ปี เวลาฝนตกน้ำจะซึมเข้าไป มีเศษปูนหรือเศษเหล็กหล่นลงมา ประกอบกับปูนค่อนข้างเก่า ซึ่งได้ให้ช่างมาซ่อมไปแล้ว 2-3 ครั้ง
ด้าน นายเจริญวงค์ ผู้ดูแลศาลเจ้า ที่อยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่าศาลเจ้าอยู่ห่างไปเพียง 2 คูหา ซึ่งก่อนเกิดเหตุไม่มีสัญญาณหรือเสียงเตือนให้ระวังตัว ส่วนสาเหตุส่วนตัวคาดว่าอาจเกิดจากกันสาดของอาคารอุ้มน้ำไว้มาก เพราะ 3 วันก่อน เกิดเหตุฝนตกหนักในพื้นที่