พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการโดยเปิดศูนย์ปฏิบัติการ 2 ศูนย์ ประกอบด้วย ศูนย์ปราบปรามทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ถูกหลอกลวงด้วยวิธีต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยี ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปราบปรามด้วยการใช้กฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ โดยเฉพาะศูนย์ปราบปรามนวัตกรรมทางเทคโนโลยี มีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านสแกมเมอร์ หรือการฉ้อโกงออนไลน์ ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2568
โดยการทำงานเป็นแบบเรียลไทม์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถาบันการเงิน และ กสทช. เพื่อขอข้อมูลในการดำเนินการ ถือว่าที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จ ด้วยการนำข้อมูลต่าง ๆ มาติดตามขยายผลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และคืนความชอบธรรมให้ประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
ส่วนกรณีที่มีการสวมสิทธิใช้คนไทยเป็นนอมินี ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นระยะเวลาพอสมควร พร้อมเริ่มปฏิบัติการเปิดยุทธการที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งการทำงานได้ประสานงานกับต่างประเทศด้วย พร้อมย้ำว่า การปฏิบัติดังกล่าวถือเป็นการรักษาอธิปไตยด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงของคนไทยและประเทศไทย แต่ยังคงผลักดันการท่องเที่ยว ด้วยการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากเข้ามาทำความผิดก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่านโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกภาคส่วนทำงานอย่างบูรณาการเป็นรูปธรรม แต่การร่วมมือ การแบ่งหน้าที่ และลงมือปฏิบัติ จะนำมาสู่ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องและมั่นคง
สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 - มิถุนายน 2569) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท
2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท
3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย
จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่า จำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ