นายทิวา การกระสัง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อดำเนินคดีกับนางสาวส้ม นายกิต และบังแจ๊ค กรณีคลิปเสียงที่กล่าวอ้างว่ามีการจัดสรรโควตาการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น จำนวน 1,500 อัตรา และมีการพาดพิงถึงนายทรงศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทนายความเปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์รับทราบเรื่องคลิปเสียงดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ภายหลังการยื่นซองประมูลจัดสอบ แต่ในช่วงแรกคลิปดังกล่าวยังไม่มีการระบุชื่อ มีเพียงการกล่าวถึง "รัฐมนตรีช่วยฯ" เท่านั้น
จากกระแสข่าวการเรียกรับเงินในขณะนั้น นายทรงศักดิ์ได้หารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ ป.ป.ช., DSI, ป.ป.ง. และ ป.ป.ท. เพื่อกำกับดูแลความโปร่งใสในการจัดสอบ เนื่องจากมีข่าวการเรียกรับผลประโยชน์จำนวนมาก ทั้งที่ขณะนั้นยังอยู่ในขั้นตอนการประมูลและยังไม่มีการลงนามสัญญาจ้าง
ทนายความระบุว่า ในการประมูลมีผู้ยื่นข้อเสนอทั้งหมด 6 หน่วยงาน แต่มีผู้ยื่นซองจริง 2 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เสนอราคาต่ำกว่า แต่คณะกรรมการประเมินเห็นว่าศักยภาพไม่เพียงพอ จึงคัดเลือก มศว. เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ
ต่อมา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อกรมบัญชีกลาง ซึ่งกรมบัญชีกลางมีความเห็นให้ มศว. เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบตามเดิม ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะพ้นจากการเป็นรัฐบาล และมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
ทนายความกล่าวว่า ช่วงแรกคลิปเสียงยังไม่ได้ระบุชื่อนายทรงศักดิ์ แต่ภายหลังมีการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่ลักลอบเจาะระบบแก้ไขข้อสอบ คลิปเสียงฉบับเต็มได้ถูกเผยแพร่อีกครั้ง โดยครั้งนี้มีการระบุชื่อชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า นายกิตได้รับโควตาจาก "เด็กติดตามรัฐมนตรีทรงศักดิ์" จำนวน 1,500 รายชื่อ
ทั้งนี้ หากคำนวณตามข้อมูลที่กล่าวอ้างว่ามีการเรียกเก็บเงินรายละ 350,000 บาท เพื่อนำไปจ่ายให้กลุ่มผู้จัดสอบและรัฐมนตรี จะคิดเป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งนายทรงศักดิ์ยืนยันว่าไม่อาจยอมรับได้ และการเข้าแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปากผู้วิจารณ์ แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจึงมีการจัดทำและเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าว
สำหรับช่องทางการเผยแพร่คลิปเสียง ทนายความระบุว่า ผู้ที่นำคลิปเสียงออกเผยแพร่เป็นคนแรกคือ "บังแจ๊ค" โดยมองว่าหากนางสาวส้มและนายกิตไม่ได้ส่งคลิปให้บังแจ๊ค ก็ไม่น่าจะมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงเห็นว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิด และเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 3 คน ได้แก่ นางสาวส้ม นายกิต เจ้าของเสียงในคลิป และบังแจ๊ค ผู้เผยแพร่คลิป ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ
ทนายความกล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่มีในขณะนี้ เชื่อว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเป้าหมายล้มกระบวนการประมูล เนื่องจากไม่ได้รับงานจนเสียผลประโยชน์ และอ้างว่ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวมาเป็นเวลานาน โดยระบุชื่อนายพิชิตว่าเกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2560 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีเจตนาดิสเครดิตทางการเมือง ก็ไม่จำเป็นต้องเผยแพร่คลิปเสียงต่อสาธารณะ แต่สามารถส่งมอบเป็นพยานหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบนายทรงศักดิ์ได้โดยตรง
นอกจากนี้ ทนายความยังเปิดเผยว่า พยานหลักฐานที่นำมามอบให้พนักงานสอบสวนในวันนี้มีความครบถ้วนกว่า 80% และมีข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่เชื่อมโยงกับขบวนการดังกล่าว เชื่อว่าภายหลังการสอบปากคำแล้ว พนักงานสอบสวนสามารถพิจารณาออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องได้ พร้อมยืนยันอีกครั้งว่า นายทรงศักดิ์ไม่เคยรู้จักนางสาวส้มและนายกิต
ส่วนประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมจึงเพิ่งเข้าแจ้งความ ทนายความชี้แจงว่า ในช่วงแรกที่คลิปเสียงถูกเผยแพร่ก่อนการลงนามสัญญาจัดสอบ ยังไม่มีการระบุชื่อนายทรงศักดิ์ มีเพียงการกล่าวถึง "รัฐมนตรีช่วยฯ" จึงยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ แต่เมื่อมีการเผยแพร่คลิปอีกครั้งหลังการจับกุมขบวนการแก้ไขข้อสอบ พร้อมมีการระบุชื่อนายทรงศักดิ์อย่างชัดเจน จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้