คดีปลัดภูเก็ตบานปลาย! พบเส้นทางเงินโยงเรียกรับ 1 ล้าน เชื่อมคดีสอบบรรจุท้องถิ่น

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิดอีกคดี! ปลัดภูเก็ตถูกกล่าวหาเรียกรับ 1 ล้านบาทจากเจ้าของโรงแรม พบเส้นทางการเงินโยงคดีสอบบรรจุท้องถิ่น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกันแถลงผลการจับกุม "นายรุ่งเรือง" ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 

 

คดีท้องถิ่น ช่างภาพพีพีทีวี
คดีปลัดภูเก็ตบานปลาย! พบเส้นทางเงินโยงเรียกรับ 1 ล้าน เชื่อมคดีสอบบรรจุท้องถิ่น

ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อตอบแทนในการจูงใจเจ้าพนักงานโดยทุจริตหรือผิดกฎหมาย และฐานเป็นคนกลางหรือผู้รับสินบน เพื่อนำไปจูงใจเจ้าหน้าที่รัฐ จากคดีถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกลางเรียกรับเงินจากอาสาสมัคร 3 คน คนละ 300,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น

นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า นอกจากคดีดังกล่าว ยังมีอีกคดีที่เจ้าของโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ตว่า ถูกปลัดจังหวัดภูเก็ตเรียกรับเงิน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยดำเนินการแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต

จากการสืบสวนพบว่า มีบุคคลที่สามอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จังหวัด ติดต่อให้ผู้เสียหายเข้าพบอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาปัญหาที่ดินของรัฐ โดยผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถช่วยเหลือได้ แต่เรียกรับเงินสด 1 ล้านบาท เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสด จึงขอโอนเงินแทน กระทั่งวันรุ่งขึ้น ผู้ต้องหาได้ส่งเลขบัญชีให้โอนเงิน และหลังจากผู้เสียหายโอนเงินแล้ว กลับไม่มีการดำเนินการตามที่ตกลงไว้

ด้าน พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม กล่าวว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีดังกล่าว พบว่าเป็นบัญชีเดียวกับที่ปรากฏในคดีเรียกรับเงินช่วยสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นจากเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน ทำให้พบความเชื่อมโยงของทั้งสองคดี รวมถึงพบการโอนเงินไป-กลับหลายทอด จนนำไปสู่เส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหา

เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมนายรุ่งเรืองเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ฐานเรียกรับผลประโยชน์ และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 175 ฐานเป็นตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์ ก่อนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สำหรับพฤติการณ์ที่นำไปสู่การจับกุม แม้เส้นทางการเงินจะไม่ได้เชื่อมโยงถึงนายรุ่งเรืองโดยตรง แต่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะเลขานุการปลัด เนื่องจากผู้ต้องหาให้เจ้าของโรงแรมโอนเงิน 1 ล้านบาท เข้าบัญชีของอาสาสมัครรักษาดินแดน 1 ใน 3 คน ก่อนสั่งให้ อส. รายดังกล่าวโอนเงินคืน 100,000 บาท เข้าบัญชีเลขานุการ จากนั้นให้เลขานุการถอนเงินสดมาส่งมอบให้ผู้ต้องหา

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวว่า คดีนี้เป็นคนละสำนวนกับคดีทุจริตการสอบ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. แม้ว่าจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางส่วนซ้ำกัน แต่แต่ละหน่วยงานจะดำเนินการควบคู่กันไป หากภายหลังพบความเชื่อมโยงก็จะขยายผลดำเนินคดีเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้าแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เป็นความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปราม ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยสำนวนคดีหลักอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. จึงไม่สามารถก้าวล่วงรายละเอียดได้

สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่าปลัดจังหวัดภูเก็ตมีพฤติกรรมคุกคามเจ้าหน้าที่ อส.หญิง จนนำไปสู่การแจ้งความนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของการสืบสวน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ปลัดจังหวัดภูเก็ตเพิ่งกลับเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 1 วัน ก่อนถูกจับกุมในวันถัดมา จะมีนัยทางการเมืองหรือไม่ นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้กรมการปกครองมีคำสั่งให้ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย มาช่วยราชการที่กรมเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อครบกำหนดตามระเบียบจึงต้องส่งตัวกลับต้นสังกัด ขณะที่ผลสอบสวนพบมูลเพียงพอที่จะตั้งกรรมการสอบวินัย และเตรียมมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีอาญาก่อน เนื่องจากเป็นคดีที่มีพยานหลักฐานชัดเจน

ด้าน พ.ต.ท.สิริพงษ์ ย้ำว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เป็นผลจากการสืบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับเวลา โดยบูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. ป.ป.ช. DSI และสำนักงาน ปปง. พร้อมยืนยันว่าการสอบสวนคดีทุจริตยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองในพื้นที่
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ