จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทีมข่าว PPTVHD 36 ได้ข้อมูลจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยโรงเบียร์ดังกล่าวมีประตูทางเข้า-ออก อยู่ 4 มุมของตัวอาคาร ด้านหน้า 2 ประตู ด้านหลัง 2 ประตู สำหรับประตูด้านหน้าทั้งฝั่งขวาและฝั่งซ้าย ความกว้างอยู่ที่ประมาณ 1.50 เมตร ความสูง 2.58 เมตร ขณะที่ความสูงจากพื้นถึงเพดานบนสุด 3.10 เมตร หากวัดพื้นถึง ใต้ซับหลังคาลงมาสูง 2.90 เมตร
ส่วนประตูด้านหลังตามผังอาคารระบุว่า เป็นประตูหนีไฟ แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ด้านหนึ่งใกล้กับห้องน้ำ ทีมข่าวสังเกตเห็นว่า บริเวณหน้าประตูมีการติดป้ายว่า “ห้ามเปิดเฉพาะพนักงานและเจ้าหน้าที่” ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจสอบให้ข้อมูลว่า ประตูนี้จะล็อกเอาไว้ เพราะกลัวลูกค้าไม่จ่ายเงินแล้วแอบหนีออกไป
ส่วนประตูอีกฝั่งที่อยู่ติดกับครัว เจ้าหน้าที่เผยว่า จุดนี้จะมีตู้ตั้งขวางอยู่ ทำให้ทางเดินแคบมากระยะไม่ถึง 1 เมตร เดินผ่านได้เพียงคนเดียว และเมื่อผ่านมาถึงห้องครัวก็จะพบว่า มีประตูที่ใช้ออกด้านหลัง
น.ส.บุษกร แสนสุข ประธานสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ระบุว่า ลักษณะเพลิงไหม้ครั้งนี้เป็นการลุกไหม้บริเวณเพดาน เนื่องจากมีวัสดุติดไฟง่าย ทั้งวัสดุซับเสียง และดอกไม้เทียมตกแต่งที่ทำมาจากพลาสติก เมื่อได้รับพลังงานความร้อนสูง ก็จะติดไฟและลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นเป็นลักษณะของไฟไหลไปตามเพดานแล้วพุ่งออกไปในจุดที่มีช่องเปิด
ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ น.ส.บุษกร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อาคารนี้มีพื้นที่ประมาณ 750 ตารางเมตร หากคำนวณพื้นที่ใช้สอยตามเกณฑ์สถานบริการ 1 ตารางเมตรต่อคน มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ว่า หากใช้พื้นที่เต็มจำนวน จะบรรจุคนได้ประมาณ 500 คน กรณีที่เกิดเหตุเมื่อคืนนี้ พบว่าผู้ใช้บริการจำนวนไม่ได้มากเท่าจำนวนสถานที่รองรับได้เต็มที่ แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นั่นหมายความว่า หากมีผู้ใช้เต็มจำนวนความสูญเสียอาจมากกว่านี้
ขณะที่ พ.ต.ท.ดร. บัณฑิต ประดับสุข สถาปนิกและนักวิชาการอิสระ ระบุว่า จากระดับพื้นไปถึงเพดานความสูงประมาณ 3 เมตร เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ควันจะลอยขึ้นสู่ที่สูงปะทะกับเพดาน จากนั้นจะกระจายตัวเป็นรูปดอกเห็ด แล้วจะค่อยๆ ลอยต่ำ ซึ่งตามปกติผู้ประสบภัยต้องอพยพออกจากพื้นที่ ก่อนที่ชั้นควันจะลอยต่ำลงมาถึงระดับจมูก หรือ ประมาณ 1.50 เมตร จากพื้นดิน ซึ่งจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 นาที ในการออกจากพื้นที่ แต่ความเป็นจริง ในวันเกิดเหตุกลับพบปัญหาทั้งเรื่องของทางออก ที่ไม่มีป้ายทางออก Exit อย่างชัดเจน รวมถึงบางจุดประตูก็แคบเกินไป ขณะเดียวกันมีข้อมูลว่า ภายในตัวอาคารมีการวางโต๊ะรองรับลูกค้าอยู่ประมาณ 300 ตัว ซึ่งแน่นอนว่า นี่เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่กีดขวางการออกจากตัวอาคารเช่นกัน
ขณะที่ประเด็นเรื่องการขอใบอนุญาต นายประสาท โพธิ์ศรีมาตย์ ผู้อำนวยการเขตจตุจักร ยืนยันว่าโรงเบียร์มีการขออนุญาตจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เป็นประเภทประกอบกิจการจำหน่ายอาหาร และมีการแสดงดนตรีสด
ทีมข่าวสอบถามรายละเอียดการขออนุญาตจาก นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ให้ข้อมูลว่า สถานบันเทิงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร คนที่มีอำนาจออกใบอนุญาตคือ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งจะมีกำหนดเขตพื้นที่ไว้ 3 โซน คือ RCA / พัฒน์พงศ์ / รัชดาภิเษก ร้านที่อยู่นอกพื้นที่ 3 แหล่งนี้ ต่อให้ไปขอใบอนุญาตแบบถูกกฎหมาย ตำรวจก็ออกให้ไม่ได้
ตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 จะมีลักษณะปิดหลังเที่ยงคืน มีอาหาร ขายเหล้า มีดนตรีสด เข้าข่าย มาตรา 3 (5) อีกแบบคือ ปิดก่อนเที่ยงคืน แต่ปล่อยให้ลูกค้าลุกขึ้นมาเต้นตามโต๊ะ หรือ จัดให้มีคนเต้น เข้าข่าย มาตรา 3 (4) (ค)
เพราะฉะนั้น ถ้าร้านไหนทำพฤติกรรมเข้าข่าย 2 ข้อที่กล่าวไปข้างต้น ร้านนั้นคือ "สถานบริการเถื่อน" ทันที ไม่ใช่คำเลี่ยงบาลีว่าเป็น "สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ"
ซึ่งหากย้อนไปดูคลิปวิดีโอวงดนตรีสด ที่เล่นในโรงเบียร์ดังกล่าว จะเห็นว่าในระหว่างที่มีการเล่นดนตรีลูกค้าตามโต๊ะต่างลุกขึ้นเต้น นั่นหมายความว่า ร้านดังกล่าวเข้าข่ายเป็นสถานบริการตามมาตรา 3(4)(ค)
รองอธิบดีกรมการปกครอง มองว่า การขออนุญาตของร้านอาหารหรือสถานบริการต่างๆ ไม่ใช่ว่ามีใบขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนั้นๆ เช่น สำนักงานเขต ควรลงไปตรวจสอบการดำเนินกิจการด้วยว่า เป็นไปตามที่ขออนุญาตหรือจัดกิจกรรมที่ส่อไปในทางผิดวัตถุประสงค์หรือไม่