พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลในคดี Forex ว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จับกุม น.ส.มัลลิกา และได้นำตัวมาที่ดีเอสไอเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ถือเป็น 1 ใน 2 หมายจับที่ศาลได้อนุมัติ ขณะนี้สามารถจับกุมได้ครบทั้ง 2 รายแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.มัลลิกา ถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นโบรกเกอร์ของ QRS ถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนต่อไป
เมื่อถามว่า ยังมีบุคคลที่ต้องติดตามตัวอีกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขณะนี้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบแล้ว ส่วนการสอบสวน ดีเอสไอยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีบุคคลที่ต้องจับกุมเพิ่มเติม มีเพียงผู้ที่ดีเอสไอจะออกหมายเรียกมาสอบสวนและสอบปากคำ รวมถึงนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ส่วนกรณีนายภาวุธจะต้องเร่งดำเนินการหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงเป็นไปตามขั้นตอนของดีเอสไอว่าจะเรียกผู้ใดมาสอบก่อนหรือหลัง
เมื่อถามย้ำว่า จะไม่มีการหลบหนีใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่หลบหนี เพราะนายภาวุธพร้อมเข้ามายืนยันข้อเท็จจริงอยู่แล้ว และดีเอสไอน่าจะเรียกมาสอบในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะต้องเร่งดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เมื่อถามย้ำว่า จากที่หารือกับดีเอสไอ หลักฐานเชื่อมโยงไปถึงนายภาวุธหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องรายละเอียดไม่ทราบจริง ๆ ต้องสอบถามดีเอสไอ
ส่วนผู้ที่ดีเอสไอออกหมายเรียก 22 คน จะเข้ามาให้ปากคำครบทุกคนหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เมื่อศาลไม่อนุมัติหมายจับ ก็ต้องออกหมายเรียกก่อน แต่เมื่อออกหมายเรียกแล้ว บุคคลดังกล่าวจะเข้าพบตามหมายทันทีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ส่วนจะออกหมายเรียกครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ก็เป็นไปตามกรอบเวลาของกฎหมาย
ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดดีเอสไอจึงขอออกหมายจับทันที พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ และเชื่อว่าดีเอสไอต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงยื่นคำร้องขอศาลอนุมัติหมายจับ
ด้านดีเอสไอ เปิดเผยพฤติการณ์ของ น.ส.มัลลิกา ผู้บริหารบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผู้ดำเนินการ QRS Global ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ในคดีหลอกลงทุน Forex หลังเจ้าหน้าที่นำหมายจับศาลอาญาเข้าจับกุมตัวที่โรงพยาบาลพระราม 9 เมื่อช่วงเช้าวันนี้
จากการสืบสวนพบว่า โบรกเกอร์ดังกล่าวจดทะเบียนในต่างประเทศ แต่นำมาใช้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีพฤติการณ์ชักชวนประชาชนร่วมลงทุนผ่านการโฆษณาหลากหลายรูปแบบ ทั้งการกล่าวอ้างว่าได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานต่างประเทศ รับประกันผลตอบแทน เสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 20-30 ภายใน 7 วัน และชักชวนผู้ลงทุนเข้ากลุ่มปิดเพื่อรับสัญญาณการซื้อขาย (Signal Trade)
นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมหรือหน่วงเวลาการส่งคำสั่งซื้อขาย ควบคุมกราฟและราคา รวมถึงปลอมแปลงกราฟภายในแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ให้ไม่สอดคล้องกับราคาตลาดโลก ส่งผลให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหายและสูญเสียเงินลงทุน
เมื่อผู้ลงทุนประสงค์ถอนเงิน มักถูกกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ให้ชำระภาษี ค่าธรรมเนียมการถอนเงินล่วงหน้า หรืออ้างเหตุขัดข้องของระบบ เพื่อไม่ให้สามารถถอนเงินได้
ดีเอสไอระบุด้วยว่า ขบวนการดังกล่าวใช้รูปแบบการตลาดแบบเครือข่าย โดยเมื่อผู้ลงทุนเริ่มได้รับความเสียหาย จะถูกชักชวนให้สมัครเป็นผู้แนะนำโบรกเกอร์ (Introducing Broker: IB) เพื่อชักชวนผู้ลงทุนรายใหม่เข้าสู่ระบบ แลกกับค่าตอบแทนทั้งในรูปเงินเดือนและค่านายหน้าจากค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Spread/Commission) ของผู้ลงทุนที่ตนแนะนำ ในอัตราร้อยละ 10-50 โดยไม่คำนึงว่าผู้ลงทุนจะได้กำไรหรือขาดทุน
นอกจากนี้ หากผู้ลงทุนในสายงานขาดทุนจนพอร์ตเหลือศูนย์ ติดลบ หรือถูกปิดสถานะซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Margin Call, Liquidation หรือ Account Blown) ผู้แนะนำโบรกเกอร์ยังได้รับค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมจากโบรกเกอร์อีกด้วย
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะยื่นคำร้องขออำนาจศาลฝากขังตามขั้นตอนต่อไป