นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับเมียนมา หลังลงนาม TOR ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ ว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะประเทศไทยเป็นประเทศปลายน้ำ
โดยมีการผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดกรอบความร่วมมือและมีภารกิจร่วมกันในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ที่ไหลมายังแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย
ซึ่งจะมีการจัดทำแผนแม่บทระยะ 3 ปี และแผนปฏิบัติการเป็นรายปี รวมถึงกำหนดมาตรฐานและวิธีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ
นอกจากนี้ ใน TOR มีการกำหนดให้จัดตั้ง Joint Working Group (JWG) หรือคณะทำงานร่วม ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากทั้ง 2 ฝ่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยในส่วนของจุดเก็บตัวอย่างและวิธีการเก็บข้อมูล จะมีการหารือเพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย
พร้อมย้ำว่า ต้องการให้การจัดตั้งคณะทำงานร่วมและการดำเนินงานเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งตนจะเป็นประธานฝ่ายไทย
นางรวีวรรณ กล่าวว่า ในฐานะผู้ปฏิบัติก็พยายามดำเนินการทันที เพราะเป็นเรื่องที่ผู้นำทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ และใน TOR มีการกำหนดให้ประชุมปีละไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ขณะเดียวกัน การเข้าพื้นที่จะต้องมีการวางแผนและทำงานร่วมกันระหว่างสองประเทศให้เร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ปิดกั้นนักวิชาการจากประเทศอื่นที่จะเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากกรอบความร่วมมือดังกล่าวเป็นกรอบความร่วมมือทางวิชาการ
เมื่อถามว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความร่วมมือกับรัฐบาลกลางเมียนมา แต่ในพื้นที่เมียนมามีหลายกลุ่ม จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ นางรวีวรรณ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีความยาก แต่ความก้าวหน้าครั้งนี้ถือเป็นก้าวในเชิงบวก เพราะ TOR ดังกล่าวมีการหารือกันมานานกว่าจะได้ข้อยุติ และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้เริ่มปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน ยังมีการลงนาม TOR ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำรวจโลกเพื่อใช้ประโยชน์ในทางสันติ ระหว่างเมียนมากับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งจะสามารถนำข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานได้