พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ พร้อมด้วย นาวาเอกปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง "รั้วความมั่นคง" บริเวณหลักเขตที่ 52-59 บ้านแหลม จ.จันทบุรี
พบว่าตอนนี้รั้วความมั่นคง จากหลักเขตที่ 52-54 สร้างเสร็จแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ ระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร
โดยเป็นรั้วคอนกรีต สูง 3.6 เมตร ด้านบนเสริมด้วยลวดหนามหีบเพลง 1 ชั้น งบประมาณในการสร้างรั้วมาจากกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์
น.อ.ปรัชญา กล่าวว่า กว่าที่รั้วความมั่นคงเกิดขึ้นได้ต้องใช้ความพยายามหลายขั้นและต้องแก้ปัญหาหลายจุด โดยเฉพาะการเจรจากับกัมพูชาที่ใช้เวลานานพอสมควร ที่สำคัญคือทุกหน่วยงานเดินหน้าบูรณาการงานร่วมกัน โดยเฉพาะฝ่ายปกครองและประชาชนในพื้นที่ ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือกองทัพเรืออย่างเต็มที่ รั้วความมั่นคงแห่งแรกในจังหวัดจันทบุรีจึงเกิดขึ้นได้
การสร้างรั้วของไทยในครั้งนี้ อาศัยแนวการปักหมุดชั่วคราวที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย จากหลักเขตที่ 52-59 รวมทั้งหมด 166 หมุด โดยการปักหมุดชั่วคราวเสร็จก่อนที่จะมีการสู้รบรอบสองในวันที่ 8 ธันวาคม 2568
หลัง 2 ประเทศ ปักหมุดชั่วคราว 166 หมุด ได้เส้นหลักเขตคร่าว ๆ โดยแนวรั้วของไทยอยู่ชิดแนวหลักเขตแดนมากที่สุด และอยู่ในอธิปไตยไทย กัมพูชาจึงไม่ขัดขวางและให้ความร่วมมือในการมาประชุมหารือเป็นอย่างดี
น.อ.ปรัชญา ยังอธิบายสาเหตุที่ต้องสร้างรั้วคร่อมหลักเขต ที่กลายเป็นดราม่าก่อนหน้านี้ ว่า หลักเขตแดนมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ถือเป็นสมบัติร่วมกันของทั้งสองประเทศ การก่อสร้างรั้วจำเป็นต้องเว้นช่องว่างเอาไว้ ไม่สามารถสร้างปิดทับหลักเขตได้ เนื่องจากจะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ
และการเว้นช่องว่างดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ในการเข้ามาปฏิบัติงานปักปันเขตแดนต่อให้เสร็จสิ้น เพื่อเป็นเส้นเขตแดนที่สมบูรณ์ในอนาคต
หลังจากนี้ กองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเดินหน้าสร้างรั้วความมั่นคงและถนนยุทธศาสตร์ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่ง จ.จันทบุรี ตั้งแต่หลักเขตที่ 54-59 ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จ ซึ่งจะใช้เวลาเร็วสุดประมาณ 6 เดือน ช้าสุดก็ 1 ปี