พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ นำแถลงสรุปความคืบหน้าโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถนะสูง หลังพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของผู้ประมูลรายอื่น ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากองทัพเรือเตรียมเลือกบริษัท Hanwha Ocean จากเกาหลีใต้ ที่เสนอราคา 16,730 ล้านบาท
การคัดเลือกดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การที่ผู้ประมูล 5 บริษัท ถูกตัดสิทธิเนื่องจากไม่ผ่านคุณสมบัติ เป็นการเปิดทางให้บริษัท Hanwha Ocean จากเกาหลีใต้เป็นผู้ชนะการประมูลหรือไม่
ภายในงานแถลงข่าว มีพลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์, ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต, นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงคราม และนายสุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ จากสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย รวมถึงตัวแทนบริษัทผู้ประมูลที่ยื่นอุทธรณ์แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวด้วย
พลเรือเอกกรวิทย์ ระบุว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นการรักษาผลประโยชน์ของชาติและการปกป้องความลับทางราชการ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาต่อรองและยังไม่ได้ลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่เพราะมีกระแสข่าวลือและข้อมูลรั่วไหลออกไปสร้างความเข้าใจผิดในสังคม จึงจำเป็นต้องออกมาแถลง เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริง
พลเรือเอก กรวิทย์ เปิดเผยถึงอุปสรรคและปัญหาในการยื่นข้อเสนอของเอกชนผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องคุณสมบัติทางเทคนิค ไปจนถึงเอกสารงบการเงินที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของกรมบัญชีกลาง จนกลายเป็นดรามาระลอกใหญ่ที่หลายฝ่ายจับตามอง
ทั้งปัญหาคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ หลังพบว่ามีผู้เสนอราคาบางรายขาดเอกสารสำคัญ เช่น สำเนาข้อตกลงการเงิน, รายงานผลประกอบการย้อนหลัง, หรือเอกสารแสดงมูลค่าสุทธิของงบการเงินที่ไม่ตรงตามระเบียบที่กำหนด (ว.814 และ ว.48)
ปัญหาเรื่องสเปกเรือและแบบแปลน มีเอกชนบางรายเสนอแบบเรือที่ขยายขนาดจากเดิม หรือมีขนาดระวางขับน้ำไม่ตรงตามทีโออาร์ที่กองเรือกำหนดไว้ เช่น กำหนดระวางขับน้ำไว้ที่ไม่เกิน 8,000 ตัน แต่กลับเสนอแบบเรือที่มีขนาดใหญ่เกินกำหนด หรือขาดรายการคำนวณและรายละเอียดสำคัญทางด้านเรดาร์และอาวุธ
รวมถึงปัญหาระบบสนับสนุนการรบ เพราะมีเอกชนบางรายเสนอระบบที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่กองเรือต้องการ หรือแม้แต่ใช้คำโฆษณาชวนเชื่ออย่าง "Fit to NATO" แต่กลับไม่มีระบบที่ต้องรองรับจริงอยู่ในสเปก
พลเรือเอกกรวิทย์ ระบุว่า ข้อครหาต่าง ๆ ทางกองเรือและคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างได้เดินหน้าเจรจาต่อรองอย่างเข้มข้น จนสามารถบีบราคาลงมาได้สำเร็จ โดยสามารถลดงบประมาณลงไปได้ถึง 270 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการเดิม 17,000 ล้านบาท เหลือเพียง 16,730 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นรายได้ที่ประหยัดให้แก่ประเทศชาติกว่า 1.5%
นอกจากนี้ ทางกองเรือยังได้เจรจาให้บริษัทผู้ชนะเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มเติม นอกเหนือจากกรอบเงื่อนไขเดิม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพและประเทศชาติในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ได้สั่งชะลอการลงนามในสัญญาไปเป็นการชั่วคราว และได้ส่งมอบข้อมูล พยานหลักฐาน พร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
เพราะในปัจจุบันมีผู้ยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือกต่อการทำงาน และนำเข้ามาร้องเรียนผ่านทางกรมบัญชีกลาง ทางกองเรือจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 118 โดยการชะลอการลงนามสัญญาไว้ก่อน เพื่อรอให้กระบวนการพิจารณาอุทธรณ์แล้วเสร็จ และเพื่อให้โครงการนี้ดำเนินไปอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และเกิดประโยชน์สูงสุด
พลเรือเอก กรวิทย์ ย้ำว่า ทุกขั้นตอนที่ผ่านมาได้ดำเนินการด้วยความสุจริต โปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา หากกลุ่มหรือบุคคลใดมีข้อสงสัยหรือเบาะแสความผิดปกติ กองเรือพร้อมที่จะชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและรักษาเกียรติยศของกองทัพเรือ
ขณะที่ พลเรือเอก ไพโรจน์ ระบุว่า การจัดซื้อเรือฟริเกตไม่มีการล็อกสเปก และไม่ได้สร้างบรรทัดฐานที่ผิดกฎหมาย การตัดสิทธิผู้ประมูลรายอื่นไม่ใช่การกีดกัน แต่เป็นการรักษากติกาและความเป็นธรรมในการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า การให้บริษัทผู้ประมูล 5 รายไม่ผ่านคุณสมบัติ เป็นการเปิดทางให้ Hanwha Ocean จากเกาหลีใต้ชนะการประมูล ไม่เป็นความจริง
ส่วนกรณีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติและสมรรถนะของเรือที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พลเรือเอก ไพโรจน์ ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับรายละเอียดที่บริษัทนำเสนอต่อกองทัพเรือ ขณะที่คณะกรรมการฯ ได้เปิดโอกาสให้มีการซักถามและชี้แจงในประเด็นเกี่ยวกับ TOR แล้ว
ขอยืนยันไม่มีบุคคลใดเข้ามาแทรกแซงหรือกดดันการตัดสินใจของกองทัพเรือ โดยได้มอบนโยบาย 5 ข้อให้คณะกรรมการฯ ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ยึดหลักความเป็นธรรมและเท่าเทียม คำนึงถึงความคุ้มค่า รวมถึงต้องเกิดผลประโยชน์ตอบแทนแก่ประเทศชาติและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี
พลเรือเอก ไพโรจน์ ได้เปรียบเทียบการเลือกซื้อเรือก็เหมือนกับการเลือกซื้อรถยนต์ แต่ละคนมีความชื่นชอบแตกต่างกัน แต่สำหรับกองทัพเรือ ต้องพิจารณาถึงความอยู่รอดทางทะเล เพราะกองทัพเรืออยู่กับเรือมาโดยตลอดยืนยันว่า คณะกรรมการฯ ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยเกียรติและความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือได้พิจารณาและเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติ