คุยกับคนหัวใจโขน...หลังถอดหัวโขน

โดย Kochaphan Suksujit

เผยแพร่

ด.ต.สุรเชษฐ์ เสริมบุญส่ง ด้านหนึ่งเขาคือ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ที่ทุ่มเทกายและใจในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อมองลึกไปถึงจิตวิญาณ “การแสดงโขน” คือคำตอบเดียวที่อยู่ในใจซึ่งเขาสามารถทำให้ทั้ง 2 อย่างนี้เกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

การติดสอยห้อยตามคุณตาไปวัดและการสวมหัวโขนกำมะลอวัยเด็กที่แม่ซื้อให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาศึกษาศิลปะแขนงนี้อย่างจริงจังถึงรากฐานของการแสดงโขนคือ “รามเกียรติ์”

“เห็นมาตั้งแต่เด็กเพราะบ้านอยู่ติดกับวัด มีตาเป็นมัคทายกเห็นการแสดงโขนหน้าไฟบ่อยมาก รู้สึกชอบ แรกๆที่ชอบ คือ ตัวลิง หนุมาน เพราะดูทะมัดทะแมง ยกให้เป็นฮีโร่ แล้วแม่ก็ชอบจะซื้อหัวกำมะลอที่เป็นหน้าลิงมาให้ใส่เล่น ทำให้ปลูกฝังมาตลอดจนกลายเป็นศึกษาอย่างจริงจัง”

แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นเวทีแสดง คือเมื่อ 4 ปีที่แล้วจากการที่ในหน่วยงานฯ ของเขาไม่มีผู้หญิงแต่ต้องทำการแสดงงานเลี้ยงปีใหม่ จึงตัดสินใจเลือก “สวมหัวโขน” แสดงจริงครั้งแรก ซึ่งครั้งนั้นทำให้ อาจารย์จาก ชมรมโขนรามคำแหงเห็นแววชักชวนให้เข้าสู่วงการ แต่ความตั้งใจอยากเป็นตัวลิงฮีโร่สมัยเด็กๆ กลับถูกปฏิเสธเพราะความสูงถึง 183 เซนติเมตร ไม่สามารถหาคนมารับได้ไหว ด.ต.สุรเชษฐ์จึงกลายเป็น “ตัวยักษ์” แทน

และด้วยตัวยักษ์มีหลากหลายบทบาท หลากหลายตัวแต่ยักษ์ที่ ด.ต.สุรเชษฐ์ อยากเป็นมากที่สุดคือ “ทศกัณฐ์” เพราะเป็นยักษ์ที่น่าสงสารที่สุดในความรู้สึกของเขา

“ถึงจะเป็นตัวร้ายถ้ามองจริงๆ ในเรื่องรามเกียรติ์ยักษ์น่าสงสารจริงๆ ที่ทศกัณฐ์มาเกิดก็เพราะคำสาป หรือยักษ์หลายๆตัวก็คือยักษ์ดี แต่ทำตัวร้ายเพราะจำใจเพื่อช่วยทศกัณฐ์” แต่ถ้าถามว่าตัวละครใดคือคำอธิบายตัวตนของ “ด.ต.สุรเชษฐ์​  เสริมบุญส่ง” ได้มากที่สุด คำตอบคือ “พิเภก”

“ ประมาณว่าพยายามทำดีแต่ก็ไม่เห็นผลเหมือนกัน แต่ก็ไม่ท้อ พยายามทำไปเรื่อยๆ “

สำหรับ “พิเภก” เป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์มีกายสีเขียวเป็นน้องของทศกัณฐ์และกุมภกรรณแต่โดนทศกัณฐ์ขับออกจากกรุงลงกา เพราะไปแนะนำให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม

แต่อีกหน้าที่หนึ่งของ ด.ต.สุรเชษฐ์ อันเป็นหน้าที่สำคัญ หน้าที่เพื่อเลี้ยงชีพ คือ “ตำรวจ” อาชีพที่ไม่ได้อยู่ในภาพฝันวัยเด็กแต่ลูกผู้ชายการทำให้พ่อแม่ภูมิใจคือหัวใจสำคัญจึงต้องเลือกเดินเส้นทางนี้ก่อน

“พ่อแม่อยากให้จบปริญญาและเนื่องด้วยสุขภาพตอนเด็ก เป็นภูมิแพ้ และหอบหืด การเข้าเรียนนาฏศิลป์หรือโขนเป็นไปไม่ได้เพราะพ่อกลัวเราจะเหนื่อย ก็เลยถูกห้าม และเน้นให้เรียนสายสามัญจนจบ ม. 6 จากนั้นเรียนต่อนิติศาสตร์ ด้านกฎหมาย จากนั้นพอเรียนนิติศาสตร์ก็มาสอบตำรวจ และเป็นข้าราชการตำรวจแต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องโขนเพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีโอกาสได้ทำคู่กัน”

อีกด้านซึ่งเขาบอกว่าทั้งตำรวจและโขนอาจเป็นเรื่องของ “อดีตชาติ”

“ครูหลายท่านนำเนื้อหาในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีตำรวจหลวงในพระที่นั่งมาให้แสดง ก็เลยบอกว่าคงมีความผูกพันธ์ในอดีตซึ่งมีทั้งตำรวจมีทั้งโขน” ซึ่งทุกวันนี้เขาก็สามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ทั้ง “โขนและตำรวจ” ต่างสามารถนำมาปรับใช้ซึ่งกันและกันได้

“การปรับใช้ในชีวิตคือการวางแผนมากกว่า อย่างฝึกโขนก็ต้องทำการบ้าน ศึกษาตัวละคร การทำงานตำรวจถ้าต้องลงพื้นที่ต้องวางแผนศึกษาพื้นเจาะลึกถึงรายละเอียดให้เยอะที่สุด” รวมถึง ความอดทนและความมีระเบียบวินัยที่ทั้งโขนและตำรวจต้องยึดหลักปฏิบัตินี้เหมือนกัน

ด.ต.สุรเชษฐ์ จึงกล่าวทิ้งท้ายกับ LIFE STORY ว่า  “ในอนาคตจะทำพิพิธภัณฑ์หัวโขน” เพื่อสืบทอดความรู้ ศิลปวัฒนธรรมศาสตร์นี้ต่อไปให้ลูกหลาน

การพูดคุยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเสียงเครื่องดนตรีไทยเริ่มบรรเลงอีกครั้งเพื่อให้ตัวละครได้กลับไปฝึกซ้อมเพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องทำการแสดงจริง

การมีจิตวิญญาณต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วตั้งใจทำ ศึกษาให้ถ่องแท้ ปรับใช้กับชีวิตจริงในอีกหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เราไม่จำเป็นต้องทิ้งอย่างหนึ่งอย่างใดไปแค่เพียงบาลานว์ชีวิตให้สามารถเดินไปด้วยกันเราก็จะมีความสุข มีความตั้งใจทำทั้งสองอย่างได้โดยไม่บกพร่อง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ