การติดสอยห้อยตามคุณตาไปวัดและการสวมหัวโขนกำมะลอวัยเด็กที่แม่ซื้อให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาศึกษาศิลปะแขนงนี้อย่างจริงจังถึงรากฐานของการแสดงโขนคือ “รามเกียรติ์”
“เห็นมาตั้งแต่เด็กเพราะบ้านอยู่ติดกับวัด มีตาเป็นมัคทายกเห็นการแสดงโขนหน้าไฟบ่อยมาก รู้สึกชอบ แรกๆที่ชอบ คือ ตัวลิง หนุมาน เพราะดูทะมัดทะแมง ยกให้เป็นฮีโร่ แล้วแม่ก็ชอบจะซื้อหัวกำมะลอที่เป็นหน้าลิงมาให้ใส่เล่น ทำให้ปลูกฝังมาตลอดจนกลายเป็นศึกษาอย่างจริงจัง”
แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นเวทีแสดง คือเมื่อ 4 ปีที่แล้วจากการที่ในหน่วยงานฯ ของเขาไม่มีผู้หญิงแต่ต้องทำการแสดงงานเลี้ยงปีใหม่ จึงตัดสินใจเลือก “สวมหัวโขน” แสดงจริงครั้งแรก ซึ่งครั้งนั้นทำให้ อาจารย์จาก ชมรมโขนรามคำแหงเห็นแววชักชวนให้เข้าสู่วงการ แต่ความตั้งใจอยากเป็นตัวลิงฮีโร่สมัยเด็กๆ กลับถูกปฏิเสธเพราะความสูงถึง 183 เซนติเมตร ไม่สามารถหาคนมารับได้ไหว ด.ต.สุรเชษฐ์จึงกลายเป็น “ตัวยักษ์” แทน
และด้วยตัวยักษ์มีหลากหลายบทบาท หลากหลายตัวแต่ยักษ์ที่ ด.ต.สุรเชษฐ์ อยากเป็นมากที่สุดคือ “ทศกัณฐ์” เพราะเป็นยักษ์ที่น่าสงสารที่สุดในความรู้สึกของเขา
“ถึงจะเป็นตัวร้ายถ้ามองจริงๆ ในเรื่องรามเกียรติ์ยักษ์น่าสงสารจริงๆ ที่ทศกัณฐ์มาเกิดก็เพราะคำสาป หรือยักษ์หลายๆตัวก็คือยักษ์ดี แต่ทำตัวร้ายเพราะจำใจเพื่อช่วยทศกัณฐ์” แต่ถ้าถามว่าตัวละครใดคือคำอธิบายตัวตนของ “ด.ต.สุรเชษฐ์ เสริมบุญส่ง” ได้มากที่สุด คำตอบคือ “พิเภก”
“ ประมาณว่าพยายามทำดีแต่ก็ไม่เห็นผลเหมือนกัน แต่ก็ไม่ท้อ พยายามทำไปเรื่อยๆ “
สำหรับ “พิเภก” เป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์มีกายสีเขียวเป็นน้องของทศกัณฐ์และกุมภกรรณแต่โดนทศกัณฐ์ขับออกจากกรุงลงกา เพราะไปแนะนำให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม
แต่อีกหน้าที่หนึ่งของ ด.ต.สุรเชษฐ์ อันเป็นหน้าที่สำคัญ หน้าที่เพื่อเลี้ยงชีพ คือ “ตำรวจ” อาชีพที่ไม่ได้อยู่ในภาพฝันวัยเด็กแต่ลูกผู้ชายการทำให้พ่อแม่ภูมิใจคือหัวใจสำคัญจึงต้องเลือกเดินเส้นทางนี้ก่อน
“พ่อแม่อยากให้จบปริญญาและเนื่องด้วยสุขภาพตอนเด็ก เป็นภูมิแพ้ และหอบหืด การเข้าเรียนนาฏศิลป์หรือโขนเป็นไปไม่ได้เพราะพ่อกลัวเราจะเหนื่อย ก็เลยถูกห้าม และเน้นให้เรียนสายสามัญจนจบ ม. 6 จากนั้นเรียนต่อนิติศาสตร์ ด้านกฎหมาย จากนั้นพอเรียนนิติศาสตร์ก็มาสอบตำรวจ และเป็นข้าราชการตำรวจแต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องโขนเพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีโอกาสได้ทำคู่กัน”
อีกด้านซึ่งเขาบอกว่าทั้งตำรวจและโขนอาจเป็นเรื่องของ “อดีตชาติ”
“ครูหลายท่านนำเนื้อหาในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีตำรวจหลวงในพระที่นั่งมาให้แสดง ก็เลยบอกว่าคงมีความผูกพันธ์ในอดีตซึ่งมีทั้งตำรวจมีทั้งโขน” ซึ่งทุกวันนี้เขาก็สามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ทั้ง “โขนและตำรวจ” ต่างสามารถนำมาปรับใช้ซึ่งกันและกันได้
“การปรับใช้ในชีวิตคือการวางแผนมากกว่า อย่างฝึกโขนก็ต้องทำการบ้าน ศึกษาตัวละคร การทำงานตำรวจถ้าต้องลงพื้นที่ต้องวางแผนศึกษาพื้นเจาะลึกถึงรายละเอียดให้เยอะที่สุด” รวมถึง ความอดทนและความมีระเบียบวินัยที่ทั้งโขนและตำรวจต้องยึดหลักปฏิบัตินี้เหมือนกัน
ด.ต.สุรเชษฐ์ จึงกล่าวทิ้งท้ายกับ LIFE STORY ว่า “ในอนาคตจะทำพิพิธภัณฑ์หัวโขน” เพื่อสืบทอดความรู้ ศิลปวัฒนธรรมศาสตร์นี้ต่อไปให้ลูกหลาน
การพูดคุยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเสียงเครื่องดนตรีไทยเริ่มบรรเลงอีกครั้งเพื่อให้ตัวละครได้กลับไปฝึกซ้อมเพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องทำการแสดงจริง
การมีจิตวิญญาณต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วตั้งใจทำ ศึกษาให้ถ่องแท้ ปรับใช้กับชีวิตจริงในอีกหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เราไม่จำเป็นต้องทิ้งอย่างหนึ่งอย่างใดไปแค่เพียงบาลานว์ชีวิตให้สามารถเดินไปด้วยกันเราก็จะมีความสุข มีความตั้งใจทำทั้งสองอย่างได้โดยไม่บกพร่อง