นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานเป็นคลิปการแถลงข่าวและข้อความที่ถอดจากเทป มามอบให้พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน เพื่อแจ้งความเอาผิดกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือป.ป.ส. และพวก ในฐานความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา157 โดยอ้างว่าร่วมกันแถลงข่าวอันเป็นเท็จก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ กรณีจับเคตามีนหรือยาเคที่โกดังแห่งหนึ่งใน จังหวัดฉะเชิงเทรา 11.5 ตัน มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และภายหลังได้ชี้แจงว่าของกลางเป็น สารไตรโซเดียมฟอสเฟต ไม่ใช่ยาเคอย่างที่เข้าใจในตอนแรกหลังจากได้นำเข้าส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด
นายอัจฉริยะ ให้ข้อมูลอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่า ช่วง เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายอภิชาติ ซึ่งเป็นชาวม้ง นำของกลางมาไว้ที่โกดัง จังหวัดฉะเชิงเทรา
จากนั้นวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา มีชิปปิ้งนำของกลางขนส่งไปทางท่าเรือคลองเตยและท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อส่งออกไปยังไต้หวัน กระทั่งวันที่ 26 กันยายน ไต้หวันจับกุมของกลางและส่งหลักฐานมาให้เจ้าหน้าที่ไทยดำเนินการ แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ไทยไม่ได้ออกหมายจับ แต่กลับขยายผลไปตรวจค้นและยึดของกลางมาแถลงข่าวเสียก่อน จึงทำให้เกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่ามี ความผิดปกติในการเก็บของกลาง เพราะปกติจะต้องมีลายเซ็นกำกับไว้ในของกลางเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้าย แต่ครั้งนี้ กลับพบว่าไม่มีการเซ็นกำกับ รวมทั้งเก็บของกลางอย่างไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่ผ่านมามีการนำยาเสพติดส่งออกต่างประเทศหลายครั้ง ไต้หวันได้ประสานทางการไทยแต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีได้อย่างจริงจัง
ด้านนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. หลังเกิดเรื่อง ได้เดินทางไปแจ้งความเช่นกัน โดยเดินทางไป กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด แจ้งความร้องทุกข์ต่อ พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ให้ดำเนินคดีผู้ร่วมขบวนการส่งออกเคตามีนไปยังประเทศไต้หวัน
โดยนายวิชัยได้นำเอกสารที่ได้รับจากประเทศไต้หวันจับกุมเคตามีนไว้ได้ 300 กิโลกรัมมาแจ้งความเอาผิดกับผู้ร่วมขบวนการลอบส่งเคตามีนไปยังประเทศไต้หวัน ซึ่งบุคคลรายนี้อยู่ในประเทศไทย โดยเช่าโกดังเพื่อเก็บเฟอร์นิเจอร์แต่เมื่อตรวจค้นกลับเป็นที่เก็บสารเคมี และขอชี้แจงถึงกรณีที่ตรวจสอบเคตามีนกว่า 11.5 ตันแล้วพบว่ามีบางส่วนเป็นสารไตรโซเดียมฟอสเฟส เบื้องต้นพบว่าสารเคมีทั้ง 2 ชนิด มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน ตอนตรวจค้นที่โกดังพบของกลาง 66 กระสอบถูกเปิดอยู่ ที่เหลือ 406 กระสอบยังเย็บปากถุงปิดไว้ พอตรวจสอบด้วยน้ำยาเคมีกับกระสอบที่เปิดไว้แสดงผลออกมาเป็นสีม่วง จึงเชื่อว่าเป็นเคตามีนตามที่ไต้หวันจับกุมได้จากต้นทาง จากนั้นก็ได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นำของกลางไปเก็บไว้ที่ ป.ป.ส.ภาค 1 โดยเช่ารถบรรทุกขนของกลางไว้ 2 คัน และมีขบวนรถจากหลายหน่วยงานคอยคุ้มกันและแวะเติมน้ำมันที่เดียว ยืนยันไม่มีการสับเปลี่ยนของกลาง
โดยในวันพรุ่งนี้เวลา 09.30 น.นักวิทยาศาสตร์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน และผู้เชี่ยวชาญของ ป.ป.ส.จะตรวจพิสูจน์สารเคมีจากของกลางทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง ที่ ป.ป.ส.ภาค 1 แต่ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วัน จึงจะทราบว่าของกลางที่เหลือเป็นยาเสพติดหรือไม่
ส่วนสาเหตุที่ตรวจสอบล่าช้า เลขาธิการป.ป.ส.ชี้แจงว่า เดิมทีที่ไต้หวันจับกุมตรวจยึดของกลางได้วันที่ 23 ตุลาคม ก่อนส่งเอกสารให้ไทยลงวันที่ 29 ตุลาคม 2563 และ ป.ป.ส.รับเรื่องวันที่ 2 พฤศจิกายน จึงสืบสวนหาข้อมูลถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน และได้เข้าตรวจค้นโกดัง พร้อมทำบันทึกการเข้าตรวจค้น ซึ่งผลการทดสอบสารเคมีที่พบเบื้องต้นพบเป็นเคตามีนจึงบันทึกเป็นสารคล้ายเคตามีนทุกรายการ โดยมีพยานนำตรวจค้นและตำรวจท้องที่ได้สอบปากคำเรียบร้อยแล้ว
พล.ต.ต.พรชัย กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงจากทั้งพยานหลักฐาน บุคคล และเอกสาร เบื้องต้นรับคำร้องทุกข์ไว้พิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงกับประเทศไทย ฉะนั้นการสอบสวน ต้องเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานอธิบดีอัยการตั้งคณะทำงานสอบสวน เพื่อติดตามกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของยาเสพติดต่อไป ทั้งนี้พบว่าเคตามีนไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย แต่เป็นทางผ่านเพื่อไปสู่ประเทศที่ 3