ททท. พบโรงแรม 312 แห่ง ต้องสงสัยโกง “เราเที่ยวด้วยกัน”


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี การทุจริตในโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” วันนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แถลงข่าว ว่าพบ 6 พฤติกรรมกระทำความผิดเข้าข่ายต้องสงสัย โดยการรู้เห็นเป็นใจระหว่าง โรงแรม -ร้านค้า และ ผู้ใช้สิทธิ์ เพื่อทอนเงินจากโครงการ พบมีโรงแรม และ ที่พัก 312 แห่ง และร้านค้า 200 แห่ง ที่ต้องตรวจสอบ คาดใช้เวลา 1 เดือน ในการตรวจสอบและจะดำเนินคดีทั้งเพ่งและอาญาตามกฎหมาย กับทุกคนที่มีเจตนาโกง

ททท. สั่งชะลอเพิ่มสิทธิห้องพัก เราเที่ยวด้วยกัน ออกไปก่อน จากเดิมเริ่มเปิดจอง 16 ธ.ค.นี้

แฉขบวนการโกง “เราเที่ยวด้วยกัน” ด้าน ททท.สั่ง ดำเนินคดี

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผย ผลการตรวจสอบการทุจริตในโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จากคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมอุทธรณ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน” ที่ ประกอบด้วยคณะทำงาน จาก ธนาคารกรุงไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

พบว่าการทุจริตแบ่งออกเป็น 6 พฤติกรรม มีผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ โรงแรม , ร้านค้า และผู้ใช้สิทธิ์ โดยพฤติกรรมที่ 1) เข้าพักในที่พักราคาถูก เช่น  Hostel เปิดให้ลูกค้าเช็คอิน แต่ไม่ได้เข้าพักจริง แต่ได้ประโยชน์จาก E-Vouchor วันธรรมดา จันทร์ ถึง พฤหัสบดี ได้เงิน 900 บาท  ส่วน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ได้ 600 บาทต่อวัน  โดยไปที่ใช้สิทธิ์ที่ E-Vouchor ร้านค้า ร้านอาหาร แต่ไม่ได้เข้าพักที่ Hostel จริง

2) โรงแรมขึ้นราคาค่าห้อง และร่วมมือกับร้านอาหารรับคูปอง เป็นลักษณะเปิดให้มีการซื้อ-ขายสิทธิ์ ไม่มีการเดินทาง ไม่มีการเช็คอินจริง แต่ผู้ใช้สิทธิ์เพียงส่งเลขบัตรประชาชน 4 ตัวท้าย เบอร์โทรศัพท์ รหัส OTP ให้กับโรงแรม และทางโรงแรมจะโอนเงินทอนให้กับผู้ใช้สิทธิ์ ซึ่งทางโรงแรมก็ได้ 40 % ที่รัฐบาลโอนให้ มักจะเกิดกรณีนี้ กับ ผู้ใช้สิทธิ์จองตรงกับโรงแรม

3) โรงแรมลงทะเบียนในโครงการ แต่ไม่มีการเปิดบริการ แต่ให้ลูกค้าใช้สิทธิ์ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และแบ่งออกเป็นการจอง 2 รูปแบบ คือ จองผ่านโรงแรม และ จองผ่าน Online travel agent หรือ OTA

4) ผู้ใช้สิทธิ์ มีการใช้E-Voucher จริงในร้านค้า แต่ราคาซื้อจริงไม่สูงเท่ายอดที่เบิก โดยร่วมกับร้านค้าเขียนบิลเพิ่มเพื่อรับเงินเต็มเพดาน ยกตัวอย่าง อาจจะทานอาหารแค่ 1,000 บาท แต่ให้ร้านค้าเขียนบินเพิ่มเป็น 1,500 บาท เพื่อรับส่วนต่าง 40% ที่รัฐบาลจะจ่ายให้ 600 บาท

5) ผู้ใช้สิทธิ์เข้าพักจริงในโรงแรม แต่ เป็นกรุ๊ปทัวร์ โดยจะตั้งราคาให้สูงกว่าราคาจริง เพื่อรับเงินทอนโดยส่วนใหญ่ ผู้ใช้สิทธิ์จองตรงกับโรงแรม

6) มีอัตราการเข้าพักของผู้ใช้สิทธิ์ เกินกว่าจำนวนห้องพักในโรงแรม เพื่อรับส่วนต่าง เช่น มีห้องพัก100ห้อง แต่เปิดให้เช็คอิน 300 ห้อง

โดยทั้ง 6 รูปแบบพฤติกรรมที่ต้องสงสัย ขณะนี้ คณะทำงานตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมอุทธรณ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน กำลังตรวจสอบอย่างละเอียดถึงเจตนาในการทุจริต โดยมีโรงแรมและที่พัก 312 โรงแรมและร้านค้า 200 กว่าร้านที่เข้าข่าย  โดยขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้  คาดใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ยืนยันว่าทุกคนที่มีเจตนาในการทุจริต จะต้องรับโทษสูงสุดทั้งทางแพ่งและทางอาญา

ส่วนกรณีที่มีการเลื่อนการเพิ่มสิทธิ์ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน 1 ล้านสิทธิ์ออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมทีจะเพิ่ม 1 ล้านสิทธิ์ทะเบียนได้วันที่ 16 ธันวาคมนี้  ผู้ว่าการ ททท.  ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากการพบพฤติกรรมการเข้าข่ายทุจริตที่ได้กล่าวไป พร้อมยอมรับว่า อาจจะมีการปรับเงื่อนไขให้กลับมาบังคับการเดินทางข้ามจังหวัดเหมือนก่อนหน้านี้  เนื่องจากเห็นสัญญาณว่าทันทีที่ปลดล็อคเงื่อนไขภูมิลำเนา ตัวเลขการใช้สิทธิ์ก็เพิ่มขึ้นจาก 20,000 ห้องต่อวัน เป็น 54,000 ต่อคืน ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตได้ง่ายขึ้น

 

TOP อาชญากรรม
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ