จับวิศวะตั้งแก๊งโกง "คนละครึ่ง" 2 รูปแบบฉ้อฉล เจออีก 700 ราย จ่อฟัน 2 โรงแรมโกงเราเที่ยวด้วยกัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ตำรวจแถลง พบทุจริตโครงการ “คนละครึ่ง” 2 รูปแบบ ไม่ซื้อสินค้าจริง กับแชร์ส่วนแบ่งระหว่าง ผู้ใช้สิทธิ ร้านค้า และเฟซบุ๊กอวตาร พร้อมดำเนินคดีผู้กระทำผิด พบอีก 700 ราย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม เวลาประมาณ 13.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำทีมแถลงผลการดำเนินคดีผู้ทุจริตในโครงการคนละครึ่ง ระบุว่า พบการทุจริต 2 รูปแบบ ผู้มีสิทธิแอปฯเป๋าตัง ไปซื้อสินค้า แต่ไม่ซื้อสินค้าจริง กลับไปเบิกเงิน อีกส่วนมีเจ้ามือดำเนินการเปิดเฟซบุ๊ก แล้วดำเนินการชวนผู้มีสิทธิมาเข้าร่วม พร้อมส่งมอบยูสเซอร์ หรือบัญชีผู้ใช้ พาสเวิร์ดเข้าแอปฯเป๋าตัง โดยได้ส่วนแบ่งประชาชนผู้มีสิทธิ 90 บาท ผู้ดำเนินการและร้านค้า คนละ 30 บาท

พ.ต.อ ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. อธิบายเพิ่มว่าขณะนี้จับได้แล้วคดีแรก จับผู้ต้องหา 4 ราย และกำลังจะดำเนินคดีอีก 14 ราย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์เป็นแบบเจ้ามือใช้เฟซบุ๊กชื่อ “สาวิตา รักชีพชอบ” โฆษณาชักชวนให้ประชาชนที่ร่วมโครงการฯ มาแลกรับเงินจากเจ้ามือโดยไม่ต้องมีการซื้อ จากการตรวจสอบพบธุรกรรมต้องสงสัยมีการสแกนใช้สิทธิกับร้านขายของชำแห่งหนึ่งในเขต จ.สมุทรสาคร โดยประชาชนหลายรายมีภูมิลำเนาและที่อยู่ปัจจุบันห่างไกลจากร้านค้าดังกล่าวมาก บางรายอยู่ จ.เชียงใหม่ , จ.สงขลา เป็นต้น แต่กลับมีการใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง กับแอพพลิเคชั่นถุงเงินของร้านค้าดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ใน จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นพิรุธ ประชาชนได้รับโอนเงินส่วนต่างจากเจ้ามือ จำนวน 80 -100 บาท ต่อการทำธุรกรรมใช้จ่ายผ่านร้านดังกล่าว 

ต่อมาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าดังกล่าว  ต.คอกระบือ  อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พบ น.ส.สมปอง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของร้านขายของชำดังกล่าว และพบ นายสรัล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี บุตรชาย โดยตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในระบบ G Wallet จำนวน 5 เครื่อง แท็บเล็ต จำนวน 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุค จำนวน 1 เครื่อง  และ บัญชีเงินฝากธนาคาร 6 เล่ม

จากการสอบสวนปากคำ น.ส.สมปอง เจ้าของร้าน ดำเนินการทั้งหมด นายสรัลฯบุตรชายเป็นผู้ดำเนินการ โดยนายสรัล ซึ่งเรียนจบด้านวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ ยอมรับว่า ได้วางแผนตกลงร่วมมือกับผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ “สาวิตา รักชีพชอบ” และใช้ไลน์ชื่อJeerapot ในการติดต่อ และเมื่อได้รับเงินจากรัฐบาล ได้โอนเงินคืนให้กับเจ้ามือ ผ่านบัญชีธนาคาร ชื่อ นายจีรพจน์ (ขอสงวนนามสกุล) โดยทางร้านค้าจะได้ผลประโยชน์ 30 บาทต่อราย ส่วนผู้ใช้ไลน์ชื่อJeerapot ได้ 30บาทต่อราย คนที่มาขายสิทธิจะได้เงิน รายละ 90 บาท อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่สอบสวนปากคำประชาชนที่ใช้สิทธิผ่านร้านค้าดังกล่าวจำนวน 14 จุด ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น จ.ลพบุรี ,ชลบุรี ,ชัยภูมิ ,บุรีรัมย์ ,สุรินทร์ ,เชียงใหม่ ,สงขลา เป็นต้น และจากการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตลอดจนการวิเคราะห์เส้นทางการเงินในคดี ทำให้ทราบว่า เจ้ามือ หรือ ผู้ใช้งานเฟซบุ๊คชื่อ “สาวิตา รักชีพชอบ” คือ นายจีรพจน์ และ นางกนกภณณ์ เป็นสามีภรรยากัน อยู่ใน จ.ลพบุรี โดยร้านค้าสมปอง มีการโอน 800 ครั้ง มีทั้งที่ถูกต้องและผิด เบื้องต้นรายนี้ได้เงินจากรัฐไปแล้วในช่วง 10 วัน ได้ไป 220,000 บาท ต้องไปคัดกรองว่าธุรกรรมใดโกง

จึงได้แจ้งข้อกล่าวหากับ น.ส.สมปอง, นายสรัล, นายจีรพจน์ และ นางกนกภรณ์ ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342(1) อัตราโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ 

ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า โครการคนละครึ่งต้องชำระค่าอาหาร เครื่องดื่มจริง บนแอปพลิเคชันถุงเงิน วันละไม่เกิน 150 บาท ต่อคนต่อวัน รวมแล้วไม่เกิน 3,500 บาท แต่พบว่ามีความผิดปกติ มีการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข จึงได้ระงับการใช้งานในแอปพลิเคชั่นถุงเงิน และระงับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องของร้านค้า

ขณะที่นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ระบุว่า ได้ตรวจสอบพบพฤติกรรมของร้านค้าต้องสงสัยในโซเชียลมีเดีย จึงประสานตำรวจ กองบังคับการปราบปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ดำเนินการ ยอมรับว่าโครงการนี้ทำเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ใช้ ต้องทำให้ยืดหนุ่น อาจมีคนใช้ช่องว่างไปทุจริต แต่ทางธนาคารมีคนมอนิเตอร์ตลอด 

ทั้งนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบกลาง กล่าวต่อว่า ยังพบว่ายังมีกลุ่มที่อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดในลักษณะนี้อีกกว่า 700 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และสืบสวนว่าทำเป็นขบวนการใหญ่เชื่อมโยงหรือไม่

ขณะนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข  ผบ.ตร.  มีคำสั่งแต่งตั้งชุดสืบสวนสอบสวน เพื่อสนับสนุน ในการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ของบุคคล กลุ่มบุคคล ที่เกี่ยวข้องในภาพรวมก่อนว่ามีผู้ใด หรือมีเครือข่ายใดเกี่ยวข้องบ้าง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อาจจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานฯ ซึ่งมีอยู่ในแต่ละจังหวัดไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยจะให้นำแนวทางการสืบสวนสวนในภาพรวมของ บช.ก. และ ตร. ดังกล่าวไปใช้ เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน  โดยมอบหมาย พล.ต.ท.ต่อศักด์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นหัวหน้าชุด 

พร้อมเตือนประชาชนว่า คดีฉ้อโกงฯ มีอัตราโทษไม่มาก จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ 5 ปี /ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ 100,000 บาท ก็ตาม แต่การกระทำความผิดในแต่ละครั้ง จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ หากมีการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวซ้ำ ๆ หลายครั้ง ก็จะได้รับโทษในแต่ละครั้งในทุก ๆ ครั้ง เมื่อรวมแล้วอาจจะได้รับโทษจำคุก ถึง 10-20 ปี หรือมากกว่านั้น  จึงขออย่าได้เข้าร่วมในการกระทำการทุจริตในโครงการฯดังกล่าว เพราะจะมีการตรวจสอบที่เข้มข้น

นอกจากนี้โครงการเราเที่ยวด้วยกันก็พบการฉ้อโกง วานนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แจ้งความกองบังคับการปราบปราม เอาผิดโดยพบต้องสงสัย 514 ราย เบื้องต้นดำเนินคดีโรงแรม 2 แห่ง ในภาคใต้ และภาคอีสาน แต่ขอไม่เผยรายละเอียยด ไม่อยากให้คนร้ายไหวตัว

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ