ทุจริต "เราเที่ยวด้วยกัน" จับขบวนการม่านรูด - รร.ป่าตอง โกงไม่กลัวถูกจับได้ มี 10 ห้องคืนเดียวเช็กอิน 3 พันคน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จับขบวนการม่านรูด -โรงแรมป่าตอง กลโกงสุดซื่อคืนเดียวเช็กอิน 3 พันคน ตร.จับได้ เตรียมเรียกประชาชนร่วมหมื่นคนร่วมโกง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วยพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผบช.ทท. พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รองผบช.ก. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป. นายเขมพล อุ้ยตระกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาส รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจและการคลัง กระทรวงการคลัง นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกำกับกฎเกณฑ์และกฎหมาย ธนาคารกรุงไทย แถลงการจับกุมขบวนการทุจริต โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังจากวานนี้กองบังคับการปราบปรามนำกำลังจรวจค้นมากกว่า 50 จุด

ผบ.ตร. เผยว่า พบการทุจริตในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน จับกุมผู้ต้องหาได้ 50 ราย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. กำกับดูแล สืบสวนสอบสวน ออกหมายจับผู้ประกอบการที่ จ.ชัยภูมิ 41 คน จับ 36 ที่จ.ภูเก็ต ออกหมายจับและจับได้ 14 คน ขณะนี้จับเพียงฝั่งผู้ประกอบการ โดยพบว่าที่ชัยภูมิมีประชาชน 9,000 รายร่วมทำผิด จากนี้จะเรียกตัวมาสอบสวนทุกราย ใครทำผิดต้องรู้ตัวให้หยุด ขณะที่ภูเก็ต เจ้าของโรงแรม ร้านค้า นายหน้าโครงการ รับจ้างเปิดบัญชี  จากการตรวจสอบถึงวันนี้ยังไม่พบเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ในส่วนของจังหวัดชัยภูมิ ผิดชัดมาก เป็นโรงแรมม่านรูดมีแค่ 10 ห้อง แต่พบว่ามีการทุจริตโดยคืนหนึ่งมีผู้พักกว่า 3,000 รายต่อคืน

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป.กล่าวว่า จากการสืบสวนร่วมกันของ บก.ป. ศปอส.ตร. และบช.ทท. พบมีผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำการเข้าข่ายทุจริตหลายรูปแบบ

1.เปิดให้มีการจองห้องพัก แต่ไม่มีการเข้าพักจริง

2.นำคูปองที่ได้รับหลังเช็กอินห้องพักไปสแกนใช้จ่ายกับร้านค้าแต่ไม่มีการซื้อสินค้าจริง

3.บางโรงแรมมีที่ตั้งจริง ลงทะเบียนถูกต้องแต่ยังไม่เปิดให้บริการ กลับมีการเปิดให้จองห้องพัก หรือมีการตั้งราคาห้องพักไว้แพงเกินจริง หวังกินส่วนต่างราคาส่วนลด

รองผบก.ป.เผยว่า ที่จ.ชัยภูมิ โรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 41 ราย 38 จุด แบ่งเป็น เจ้าของโรงแรม 1 ราย เจ้าของร้านค้า 22 ราย คนกลางผู้รวบรวมสิทธิหรือสวมสิทธิ 14 ราย ผู้รับจ้างเปิดบัญชี 3 ราย ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม 1 ราย ทั้งนี้มีการกระจายอยู่ในพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ชัยภูมิ, เลย, นครราชสีมา, ขอนแก่น, เพชรบูรณ์ และศรีสะเกษ

"ผู้ต้องหารวม 36 ราย  พบว่ามีพฤติการณ์ลงทะเบียนเป็นรีสอร์ทขนาดเล็ก มีห้องพักเพียง 10 ห้อง นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิโครงการจำนวน 9,263 ราย ยอดจองห้องพัก 92,028 ห้อง เฉลี่ย 1,000-3,000 ห้องต่อวัน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังพบว่ากว่าร้อยละ 99 ของการจองห้องพัก 1 คน จะจอง 10 ห้อง เต็มทุกครั้ง และเวลาในการเช็คอินและเช็คเอ้าท์ทับซ้อนไม่สัมพันธ์กัน

ยังพบว่าคูปองที่ได้รับหลังจากเช็คอินห้องพักที่ใช้สำหรับสแกนจ่ายกับร้านค้าที่เข้าโครงการมียอดการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติรวม มูลค่าความเสียหายในส่วนของโรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท รวม 14,000,000 บาท และร้านค้าที่ร่วมกระทำผิดจำนวน 101 ร้าน ความเสียหายประมาณรวม 87,000,000 บาท"

กลุ่มนี้ทำเป็นขบวนการโดยจะมีผู้ซื้อสิทธิ ตามหาซื้อสิทธิในโครงการโดยให้ค่าตอบแทนรายละ 400-500 บาท เมื่อสวมสิทธิได้รับสิทธิจากโครงการดังกล่าวแล้ว จะว่าจ้างให้ผู้ร่วมขบวนการกรอกข้อมูลเพื่อจองห้องพักกับทางโรงแรม โดยจะมีกลุ่มที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คอยทำธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของสิทธิ  ผู้สวมสิทธิทำการเช็กอินตามห้องพักที่ได้ทำการจองไว้ทางผู้สวมสิทธิจะนำคูปองที่ได้รับหลังจากเช็กอินไปใช้จ่ายกับร้านค้าในเครือข่าย

ส่วนที่จ.ภูเก็ต โรงแรมธาราป่าตอง และเครือข่ายรวม 14 ราย ประกอบด้วยเจ้าของโรงแรม 3 ราย เจ้าของร้านค้า 2 ราย คนกลางผู้รวบรวมสิทธิหรือสวมสิทธิ 5 ราย ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม 4 ราย มีประชาชนร่วมทุจริตรวมกว่า 800 ราย ผลการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหารวม 14 ราย  โรงแรมจะร่วมมือกับผู้จัดทัวร์มีการเชิญชวนว่าหากประชาชนจองห้องพักเต็มสิทธิจะให้เข้าร่วมกิจกรรมทัวร์เป็นจำนวน 3 วัน 2 คืนโดยไม่มีการเข้าพักโรงแรมจริง นอกจากนี้ผู้จัดทัวร์กิจกรรมยังให้ประชาชนชำระค่าบริการในการทำกิจกรรม โดยให้สแกนคูปองที่ได้รับหลังจากการเช็กอินห้องพัก มาสแกนใช้จ่ายกับร้านค้าที่ตนเองควบคุมไว้ พบรัฐเสียหายจากโรงแรม 18 ล้านบาท และร้านค้าที่ร่วมกระทำผิดจำนวน 2 ร้านค้า ความเสียหาย 3.9 ล้านบาท

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ย้ำว่า ผู้ต้องหาจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง, ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนฯ และข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ทั้งนี้พฤติกรรมการกระทำความผิดในคดีนี้มีลักษณะของการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งก็จะได้ประสานไปยัง ปปง. ดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงินต่อไป ส่วนใครที่ยังคิดจะทำในลักษณะนี้อยู่ ก็ขอเตือนให้หยุดกระทำ เพราะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศ กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงแรมอื่น ยังมีอยู่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด จะแบ่งมอบหมาย ให้แต่ละภาคดำเนินการตามที่กระทรวงการคลังและ ททท.แจ้งมา

ด้านนายพงษ์สิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารกรุงไทยหลังจากตรวจพบความผิดและมีการอายัดตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2563 มีความเสียหายบางส่วน ส่วนเรื่องพฤติกรรมนั้น ไม่แน่ใจว่าพบมานานหรือยัง จริงๆ พบมาเป็นหลักเดือน แต่ความชัดเจนเพิ่งพบเมื่อตอนสิ้นปี โดยมีสองส่วนที่พบความผิดปกติคือโรงแรม และอีกส่วนคือประชาชนที่ใช้สิทธิ ส่วนที่เราอายัดไปมีจำนวนที่เสียหายไม่ได้มากนัก แต่มีผลกระทบกับโครงการ พบมีการทำทุจริตอีกประมาณ 900 ราย ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง  มูลค่าที่ตรวจสอบพบประมาณ 1,000 ล้าน แต่ไม่ได้เสียหาย เพราะว่ามีส่วนที่อายัดได้ 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ