ทนายษิทรา ชี้แจงผ่านช่องยูทูปของตัวเอง ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที สาระสำคัญบอกเล่าเบื้องหลังการจับกุมและการประกันตัวนายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพลผู้ต้องหาคดีการเสียชีวิตของ น้องชมพู่
โดยอ้างว่าการจับกุม "ลุงพล" มีพิรุธหลายอย่าง ทั้งที่ก่อนจะเดินทางเข้าไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานกับโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แจ้งกับ พล.ต.อ.สุวัตน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว ว่าจะเดินทางเข้าไปมอบตัว แต่กลับถูกปฏิเสธ
โดยให้เหตุผลว่า นโยบายของ ผบ.ตร ไม่อนุญาตให้มอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ให้ไปมอบตัวที่สน.ปทุมวัน
ซึ่ง ทนายษิทรา บอกว่า หลังตำรวจออกหมายจับ "ลุงพล" คืนวันที่ 3 มิถุนายน เขาได้นัด "ลุงพล" ให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อให้คำแนะนำและหาแนวทางการสู้คดี ก่อนนัดแนะว่าจะให้มอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในเช้าวันที่ 4 มิถุนายน เพราะ ผบ.ตร.ในฐานะคนทำคดีนี้ก็อยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่หลังจากเข้าไปกลับถูกตำรวจควบคุมตัว ใส่กุญแจมือ ทั้งทีได้ประสานงานก่อนแล้ว จึงมองว่าการจับกุมของตำรวจนั้นทำเกินกว่าเหตุ
ส่วนกรณีการยื่นประกันตัว "ลุงพล" ซึ่งพนักงานสอบสวนยื่นคัดค้านการประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า "ลุงพล" เคยมีพฤติกรรมข่มขู่ จะทำร้ายพยาน และมีพฤติกรรมหลบหนี นายษิทรา ย้ำว่า ระหว่างการไต่สวน ได้ให้พนักงานสอบสวนชี้แจงว่า "ลุงพล" มีพฤติกรรมข่มขู่พยานอย่างไร ซึ่งพนักงานสอบสวนชี้แจงว่าทำท่าคล้ายจะทำร้าย
นายษิทรา อ้างว่า พนักงานสอบสวนมีการระบุข้อความเท็จ ในการออกหมายจับ "ลุงพล" จึงเรียกร้องให้ผู้บังคับบัญชาตั้งกรรมการสอบพนักงานสอบสวนชุดนี้
นอกจากนี้ยังพูดถึงกรณี นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานอาญาธนบุรี ที่ออกมาพูดว่า ทนายที่ดีต้องว่าความในศาล ไม่ว่าความนอกศาล ต้องนิ่ง สุขุม ลุ่มลึก ฟังมากกว่าพูด ย้ำว่าการที่ตัดสินใจทำคดีนี้ มั่นใจแล้วว่าทำข้อมูลมาดี จะไม่เสียชื่อเพราะคดีนี้
ส่วนตัวยังเคารพนายปรเมศวร์ และเชื่อว่าปรเมศวร์ได้ข้อมูลจากตำรวจมาก ทำให้มีมุมมองคดีนี้ต่างกัน พร้อมท้าทายว่าหาก "ลุงพล" ถูกตัดสินให้ติดคุก จะขอนำเงินตัวเองไปทำบุญให้แม่น้องชมพู่ แต่หากลุงพลชนะคดี ก็ขอให้นายปรเมศวร์นำเงินไปทำบุญให้แม่น้องชมพู่เช่นกัน