ทีมข่าวพีพีทีวีสอบถามเรื่องนี้ไปที่ รองศาสตราจารย์ นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา อธิบายว่า ปกติแล้วขั้นตอนการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ผู้ทำการชันสูตรจะต้องทำการผ่าศพและนำชิ้นเนื้อ สารคัดหลั่งต่างๆ ประกอบด้วย เลือด เสมหะ ของเหลวจากปัสสาวะไปตรวจสอบผลในห้องปฏิบัติ
เมื่อตรวจเสร็จแล้ว ผลการชันสูตรที่ออกมาจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือผลการผ่าศพและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เรื่องของระยะเวลาที่ผลจะออกจะช้าหรือเร็วนั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ต้องการตรวจหาอะไร
การตรวจมีความซับซ้อนแค่ไหน ถ้าผ่าเฉยๆ ไม่ต้องส่งห้องแลปผลอาจจะออกเลยได้ เพราะแพทย์เห็นด้วยตาทั้งหมด
ถ้ามีบางส่วนที่ใช้วิธีการตรวจร่วมกับห้องปฏิบัติการอาจจะรอผลก่อนประมาณ 2-3 เพราะต้องผ่านขั้นตอนการย้อมสีชิ้นเนื้อ การตรวจสารพิษต้องใช้เวลา แต่เท่าที่ทางแพทยสภาได้รับข้อมูลมาการเสียชีวิตของผู้ต้องหาคดียาเสพติดนี้ แพทย์ได้ผ่าศพก่อนจะทำการฌาปนกิจ
ส่วนการผ่าชันสูตรเพื่อวิเคราะห์สาเหตุการตายว่า การเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจหรือถูกทำร้ายมาหรือไม่นั้น นพ.เมธี ระบุว่า แพทย์ที่ทำการผ่าชันสูตรจะสามารถเห็นด้วยตาได้ทันที โดยการวิเคราะห์จากสภาพภายนอกของศพ เช่น กรณีหากโดนรัดคอจะปรากฎบาดแผลที่คอ
แต่การขาดออกซิเจนแพทย์จะทราบได้จากการสังเกตุที่ดวงตาจะพบว่ามีเลือดออกที่ดวงตาขาว แต่ถ้าต้องการจะวิเคราะห์ให้ลึกกว่านั้นก็ต้องผ่าศพดูจะเห็นมีจุดเลือดออกด้านนั้นเนื่องจากเส้นเลือดแตก ซึ่งหลายๆเคสที่พบว่าเป็นลักษณะการตายผิดปกติผลการชันสูตรที่ออกมาก็อาจจะไม่ตรงกับสาเหตุที่ระบุไว้ในใบรับรองการตายก็ได้
ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา อธิบายเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากการผ่าชันสูตรแล้ว เมื่อผลชันสูตรออกมาจึงเป็นไปได้ทั้ง 2 แนวทางถ้าตรงกับใบรับรองการตายก็คือจบ ถ้าไม่ตรงกันผลการชันสูตรพลิกศพใบสุดท้ายจะมีน้ำหนักและเชื่อถือได้มากกว่าใบรับรองการตายใบแรก เพราะเป็นเพียงการวินิจฉัยคร่าวๆแต่เมื่อผ่าศพแพทย์จะมีเวลาในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงมากกว่า และแพทย์ต้องมาวิเคราะห์ต่อด้วยว่าเหตุใดสาเหตุการตายจึงสรุปออกมาไม่ตรงกับใบรับรองการตาย