ย้อนดูคำให้การของนายอาผะ ก่อน จะพบว่า 3 ครั้งที่นายอาผะ ถูกสอบปากคำ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ให้การไม่ตรงกันเลย ครั้งแรก รับสารภาพว่าเป็นคนลักพาตัวน้องจีน่า ไปจากบ้าน โดยอ้างว่า ผีเจ้าป่าเจ้าเขาให้เอาตัวไปให้ มีการบอกว่า นำไปไว้ที่ปากถ้ำ เพื่อบูชา พร้อมกับกล้วย 1 ใบ เป็นเหตุให้ตำรวจคุมตัวนายอาผะไปค้นหาที่ปากถ้ำในวันที่ 8 ก.ย.64
ต่อมาให้การระบุว่า น.ส.กานต์สินี จะตา ลูกเลี้ยงของตัวเองและนายพิชิต แหล่งอ่อน สามีของน.ส.กานต์สินีเป็นคนสั่งการให้ไปลักพาตัวน้องจีน่ามา ซึ่งทั้ง 2 คน ปฏิเสธ ไม่เกี่ยวข้อง
จากนั้น นายอาผะ ให้การใหม่ บอกว่า ญาติของน้องจีน่า 2คน และป้าข้างบ้าน 1 คน ที่ไปเจอน้องจีน่า เป็นกลุ่มแรก เป็นคนลักพาตัวน้อง
ทั้งหมดนี้ทำให้ตำรวจเร่ง ผู้เกี่ยวข้องทุกคนมาสอบปากคำพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แสดงความเห็น กรณีที่ อาผะ ให้การ 3 ครั้ง ไม่ตรงกัน ว่า ไม่ได้เป็นผลเสียต่อการทำคดีของตำรวจ ในทางกลับกัน มองว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ เพราะ การให้การในลักษณะกลับไปกลับมา จะยิ่งทำให้ตำรวจได้ข้อมูลมากขึ้นและสามารถขยายผลไปยังคนอื่นๆได้มากกว่าเดิม
แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถจับผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆได้ แต่หากหาหลักฐานได้ จะทำให้การหาผู้ร่วมขบวนการได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังเชื่อว่า คดีน้องจีน่า ยังไม่ถึงทางตัน ยังสามารถขยายผลต่อได้ แต่ตำรวจอาจต้องใช้วิธีสืบสวนสอบสวนในทางลับ เพื่อไม่ให้คนผิดรู้ตัว
เปิด 6 ตัวละครหลัก คดีลักพาตัว "น้องจีน่า"
นอกจากนี้ยังมองว่า คดีนี้มีความแตกต่างจากคดีของน้องชมพู่ เพราะ ผู้ก่อเหตุ ปฏิบัติต่อเหยื่อต่างกัน เช่น คดีน้องชมพู่ หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า ไม่มีอาหารในกระเพาะอาหาร หมายความว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้ให้อาหาร ไม่มีคนคอยดูแล แต่คดีน้องจีน่า เห็นได้ชัดว่า มีการดูแลอย่างดี ไม่มีรอยขีดข่วน ช่วงที่คนไปเจอ เด็กไม่ได้อยู่ในลักษณะหวาดกลัว คล้ายว่า มีคนคอยดูแลตลอดเวลา
พล.ต.ต.วิชัย ย้ำว่า ไม่เชื่อว่าคดีนี้นายอาผะทำคนเดียว มองว่า น่าจะมีผู้ร่วมขบวนการหลายคน