เหตุการณ์ฉ้อโกงประกันครั้งใหญ่นี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 กลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้ได้ร่วมกันจัดฉากสร้างบาดแผลเพื่อฉ้อโกงเงินประกันจากบริษัทประกันภัย ด้วยการชักชวนประชาชนให้เข้ามาทำประกันภัย 10-15 แห่ง และให้ค่าจ้างตามลักษณะบาดแผล
เช่น หากได้รับบาดเจ็บนอนโรงพยาบาล คนรับจ้างจะได้เงินค่าจ้างจากเงินชดเชยประกันภัย คืนละ 3,000 - 5,000 บาท แล้วแต่ตกลงไว้ ในขณะที่ขบวนการฉ้อโกงประกัน จะรอรับเงินเคลมอุบัติเหตุจากกรมธรรม์ที่ทำไว้ 10-15 แห่ง ได้เงินแต่ละเคส ราวๆ 5 แสนบาท
โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะนำชื่อของผู้เอาประกันภัย เข้ามาในที่พักอาศัยหรือบริษัท ของกลุ่มขบวนการ เพื่อให้ผู้เอาประกันมีความน่าเชื่อถือ จากนั้นจะให้ผู้เอาประกันภัย เปิดบัญชีธนาคาร พร้อมกับทำบัตรเอทีเอ็ม แต่ทางขบวนการจะยึดสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มไว้
จากนั้น ขบวนการจะพาผู้สมัครใจเดินทางไปทำประกันภัย บางครั้งมีการแจ้งข้อมูลเท็จในด้านอาชีพหรือรายได้ของผู้เอาประกัน เพื่อหลอกให้บริษัทประกันภัยยอมออกกรมธรรม์ประกันภัย และจะตระเวนทำประกันภัย อย่างน้อย 10-15 แห่ง เพื่อให้ได้เงินจากการเคลมประกันอุบัติเหตุมากที่สุดในแต่ละเคส
ต่อมา ขบวนการจะนัดหมายให้บุคคลผู้เอาประกันมาทำบาดแผล ด้วยการนำน้ำเดือดๆ ราดที่ขาผู้สมัครใจเอาประกัน จนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นจะนำตัวผู้เอาประกันส่งโรงพยาบาล และขบวนการมิจฉาชีพจะนำเอกสารที่ให้ผู้เอาประกันลงลายมือชื่อไว้ ไปยื่นขอเบิกเงินเคลมประกัน เมื่อเงินโอนเข้าบัญชีจะนำเอทีเอ็มที่ยึดไว้ไปเบิกออกมา
จากการสืบสวนพบว่า มีผู้เอาประกันที่ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลน้ำร้อนลวก และถูกขบวนการฉ้อโกง เบิกเงินประกันในลักษณะดังกล่าว 13 ราย โดยมีขบวนการกลุ่มมิจฉาชีพที่กระทำผิดลักษณะนี้ 3 เครือข่ายใหญ่ ในพื้นที่ภาคใต้ พบความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท
ทางบริษัทประกันภัยได้จ่ายเงินค่าชดเชยไปแล้ว รวมเป็นเงินกว่า 14 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาจ่ายเงินประกันอีกกว่า 6 ล้านบาท
ตำรวจกองปราบปราม กองกำกับการ 6 บอกกับทีมข่าวพีพีทีวีว่า คดีนี้เป็นคดีฉ้อโกงที่มีบริษัทประกันภัยเสียหายหลายแห่ง ตำรวจตามจับตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 15 ราย เหลืออีก 2 รายที่ยังหลบหนี
ในส่วนของบริษัทประกันภัยเอง จะมีหน่วยงานกลางเป็นสมาคมประกันชีวิตไทย ที่จะมีกรณีตัวอย่างการเคลมประกันที่น่าสงสัย เอาไว้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อไม่เปิดช่องให้กลุ่มมิจฉาชีพพวกนี้ มีช่องทางในการก่อเหตุได้