ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่แรงงานวัยหนุ่มสาวอีกต่อไป แต่การส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีความพร้อมและศักยภาพได้กลับเข้าสู่ระบบการทำงาน ถือเป็นวาระสำคัญแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง การทำงานหลังวัยเกษียณไม่เพียงช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน แต่ยังสร้างคุณค่าทางจิตใจ สุขภาพกาย และเปิดโอกาสให้สังคมได้ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุให้เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ สภาพร่างกาย และความสมัครใจของแต่ละบุคคล พร้อมประสานความร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนในการเปิดรับแรงงานรุ่นใหญ่ เพื่อให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
จากรายงานสถิติของกรมการจัดหางานเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ในปีงบประมาณ 2569 มีผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงานแล้วจำนวน 554 คน จากผู้เข้าใช้บริการจัดหางานทั้งหมด 632 คน คิดเป็นอัตราความสำเร็จที่สูงเกินกว่าร้อยละ 87 ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้จากการจ้างงานรวมกว่า 53 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันยังมีตำแหน่งงานว่างที่แจ้งความประสงค์รองรับแรงงานสูงวัยอีกมากกว่า 1,969 อัตราทั่วประเทศ โดยกลุ่มอาชีพที่มีการบรรจุงานสูงสุด ได้แก่ แรงงานทั่วไป แม่บ้าน พนักงานดูแลความปลอดภัย พนักงานธุรการ และพนักงานขับรถยนต์
ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า ตลาดแรงงานไทยยังคงมีความต้องการและเปิดกว้างสำหรับผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม การเลือกสายงานหลังเกษียณควรพิจารณาจากสภาพร่างกาย ความถนัด และความปลอดภัยเป็นหลักสำคัญ
ทำไมการทำงานหลังวัย 60 จึงสำคัญต่อผู้สูงอายุและเศรษฐกิจไทย?
การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มจำนวนแรงงานในระบบ แต่ยังเป็นแนวทางช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีบทบาททางสังคม และสามารถนำความรู้ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์
1. เพิ่มรายได้และเสริมความมั่นคงทางการเงิน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต ตลอดจนค่าดูแลรักษาสุขภาพมักเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น การมีรายได้ประจำหลังเกษียณช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดการพึ่งพารายได้จากบุตรหลาน หรือเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี การทำงานควรเกิดจากความพร้อมและความสมัครใจ ไม่ควรกดดันให้เป็นภาระที่หนักหน่วงจนกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ การทำงานควรเป็นไปตามความสมัครใจและเหมาะสมกับสภาพร่างกาย ไม่ใช่ภาระที่ผู้สูงอายุต้องแบกรับเพียงเพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ
2. ฟื้นฟูสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการมีส่วนร่วมในสังคม
การทำงานช่วยให้ผู้สูงอายุได้เคลื่อนไหวร่างกาย มีกิจวัตรประจำวันที่เป็นระบบ และได้พบปะปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ชุมชน และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมีผลงานวิจัยรองรับว่าการเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยได้ทำกิจกรรมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอช่วยลดภาวะความเครียด ความรู้สึกโดดเดี่ยว รวมถึงชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ
3. ถ่ายทอดคลังปัญญาและทักษะประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่
ผู้สูงอายุจำนวนมากมีประสบการณ์จากการทำงานมายาวนาน ทั้งด้านงานช่าง การบริหาร การบริการ การเงิน และงานธุรการ องค์กรสามารถนำความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาใช้ผ่านการเป็นที่ปรึกษา วิทยากร หรือพี่เลี้ยงให้แก่พนักงานรุ่นใหม่ ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างวัย
ธุรกิจได้อะไรจากการจ้างงานผู้สูงอายุ?
การจ้างงานผู้สูงอายุสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรได้มากกว่าการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หากนายจ้างออกแบบหน้าที่และสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับความสามารถของพนักงานแต่ละคน
1. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 639 พ.ศ. 2560 ภาครัฐได้ออกมาตรการจูงใจภาคเอกชน โดยอนุญาตให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำรายจ่ายจากการจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้สูงอายุมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถึง 2 เท่า (200%)
เงื่อนไขสำคัญประกอบด้วย
-
ลูกจ้างผู้สูงอายุต้องมีสัญชาติไทย และมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
-
อัตราค่าจ้างที่นำมาใช้สิทธิหักภาษีได้ 2 เท่า ต้องไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน
-
ลูกจ้างผู้สูงอายุต้องไม่เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเดียวกันนั้นมาก่อน หรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
-
บริษัทต้องยื่นแจ้งข้อมูลการจ้างงานผู้สูงอายุผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร
การหักรายจ่าย 2 เท่าไม่ได้หมายถึงการลดภาษีโดยตรง 100% ของค่าจ้าง แต่เป็นการนำรายจ่ายที่เข้าเงื่อนไขมาคำนวณเป็นรายจ่ายทางภาษีเพิ่มเติมตามกฎหมาย นายจ้างจึงควรตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขฉบับเต็มก่อนใช้สิทธิ
ตรวจสอบข้อมูลได้ที่ กรมสรรพากร: ระบบแจ้งการใช้สิทธิจ้างงานผู้สูงอายุ
2. เพิ่มเสถียรภาพและลดอัตราการลาออกของพนักงาน
พนักงานสูงวัยอาจมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่องค์กรต้องการ เช่น การดูแลลูกค้า การตรวจสอบเอกสาร การควบคุมคุณภาพ และการแก้ไขปัญหาจากประสบการณ์จริง การจัดวางบุคลากรให้เหมาะสมกับหน้าที่จึงช่วยให้องค์กรใช้ทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. สนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ระหว่างวัย
การทำงานร่วมกันของพนักงานต่างวัยช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยพนักงานอาวุโสสามารถแบ่งปันประสบการณ์ ขณะที่พนักงานรุ่นใหม่อาจช่วยถ่ายทอดทักษะด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล
4. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง
การพิจารณารับพนักงานจากความสามารถแทนการใช้ช่วงอายุเป็นข้อจำกัด ช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมในสถานที่ทำงาน และสอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะมิติด้านสังคมและการกำกับดูแลกิจการ
เปิด 5 อาชีพที่เหมาะกับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
| กลุ่มอาชีพ | ลักษณะงาน | ทักษะที่ต้องการ | รูปแบบการจ้างงาน |
| 1. งานบริการและขาย | พนักงานแนะนำสินค้า, ให้ข้อมูลลูกค้า, ต้อนรับ | การสื่อสาร, จิตวิทยาบริการ, ความอารมณ์ดี | พาร์ตไทม์ / รายวัน |
| 2. งานธุรการและเอกสาร | ตรวจสอบเอกสาร, บันทึกข้อมูล, ประสานงาน | ความรอบคอบ, คอมพิวเตอร์พื้นฐาน | เต็มเวลา / สัญญาจ้าง |
| 3. วิทยากรและที่ปรึกษา | อบรมพนักงาน, ให้คำปรึกษาธุรกิจ, สอนงาน | ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง, การนำเสนอ | รายโครงการ / ฟรีแลนซ์ |
| 4. อาชีพอิสระและออนไลน์ | ทำอาหาร/ขนม, งานฝีมือ, เขียนบทความ, ขายของออนไลน์ | ทักษะฝีมือ, การใช้อินเทอร์เน็ตพื้นฐาน | อิสระ (กำหนดเวลาเอง) |
| 5. งานดูแลความปลอดภัยและขับรถ | รปภ., แม่บ้าน, พนักงานขับรถยนต์ผู้บริหาร | สุขภาพแข็งแรง, ใบขับขี่, ความตรงต่อเวลา | เต็มเวลา / กะทำงาน |
ผู้สูงอายุสามารถเลือกทำงานได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความสนใจ สุขภาพ และข้อกำหนดของนายจ้าง ตัวอย่างอาชีพที่น่าสนใจ ได้แก่
1. งานขายและงานบริการลูกค้า
เช่น พนักงานขายสินค้า พนักงานให้ข้อมูลลูกค้า พนักงานต้อนรับ หรือผู้ช่วยงานบริการ เหมาะสำหรับผู้ที่มีทักษะการสื่อสาร ชอบพบปะผู้คน และสามารถทำงานตามเวลาที่กำหนดได้ บางองค์กรมีการจัดรูปแบบงานเป็นกะหรือพาร์ตไทม์ แต่ผู้สมัครควรตรวจสอบเงื่อนไขการรับสมัครและเวลาทำงานของแต่ละตำแหน่งโดยตรง
2. งานธุรการและประสานงาน
งานจัดเอกสาร บันทึกข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล หรือประสานงานภายในองค์กร เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์สำนักงานและมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ นายจ้างอาจปรับหน้าที่หรือเวลาทำงานให้เหมาะสมได้ตามลักษณะของตำแหน่งและข้อตกลงการจ้างงาน
3. งานวิทยากร ที่ปรึกษา และพี่เลี้ยง
ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถต่อยอดประสบการณ์เป็นวิทยากรฝึกอบรม ที่ปรึกษาธุรกิจ หรือผู้ถ่ายทอดทักษะวิชาชีพให้แก่คนรุ่นใหม่ได้ อาชีพกลุ่มนี้เหมาะกับผู้ที่มีองค์ความรู้จากการทำงานมาเป็นเวลานาน และต้องการใช้ประสบการณ์โดยไม่จำเป็นต้องทำงานเต็มเวลาในทุกกรณี
4. อาชีพอิสระและการขายสินค้าออนไลน์
ผู้สูงอายุที่ต้องการกำหนดเวลาทำงานด้วยตนเองอาจเลือกทำอาหารหรือขนมขาย งานฝีมือ งานเย็บปักถักร้อย งานเขียน หรือขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ก่อนเริ่มต้นควรประเมินต้นทุน วัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง และช่องทางเข้าถึงลูกค้า เพื่อให้การประกอบอาชีพมีโอกาสสร้างรายได้อย่างเหมาะสม
5. งานดูแลความปลอดภัย แม่บ้าน และงานขับรถ
จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน งานดูแลความปลอดภัย แม่บ้าน และพนักงานขับรถยนต์ เป็นส่วนหนึ่งของตำแหน่งที่ผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงาน อย่างไรก็ตาม งานแต่ละประเภทมีข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย ใบอนุญาต และความปลอดภัยแตกต่างกัน ผู้สมัครควรตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วนก่อนสมัคร โดยเฉพาะงานที่ต้องขับรถหรือปฏิบัติงานเป็นเวลานาน
ตัวอย่างอาชีพข้างต้นเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การยืนยันว่าทุกตำแหน่งเปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้ ผู้สนใจควรตรวจสอบตำแหน่งว่างล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมการจัดหางานสนับสนุนผู้สูงอายุผ่านช่องทางใดบ้าง?
กรมการจัดหางานดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ทั้งการจัดหางานให้ผู้สูงอายุและการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในภาครัฐ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างประกาศตำแหน่งงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงงานที่เหมาะสม
ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใกล้เกษียณและต้องการหางาน สามารถเริ่มต้นได้จากช่องทางต่อไปนี้
1. แพลตฟอร์ม "ไทยมีงานทำ"
ศูนย์รวมตำแหน่งงานว่างจากทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ผู้สูงอายุสามารถเข้าไปสร้างประวัติ รวบรวมผลงาน และค้นหาตำแหน่งงานที่เปิดรับผู้สูงวัยได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์ ระบบจัดหางานออนไลน์ ไทยมีงานทำ
2. แพลตฟอร์มคนทำงานอิสระ
ช่องทางสำหรับจับคู่ผู้รับงานอิสระกับผู้ว่าจ้าง โดยมีระบบคัดกรองงานที่ปลอดภัย ตรวจสอบเงื่อนไขการจ้างงานและอัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง
3. สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10
ผู้สูงอายุสามารถเดินทางไปติดต่อเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง ณ สำนักงานจัดหางานใกล้บ้าน เพื่อขอคำปรึกษา แนะนำการเขียนประวัติ คัดกรองงานที่เหมาะกับสุขภาพ และประสานงานกับนายจ้างในพื้นที่
4. สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2
ช่องทางสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตำแหน่งงานว่าง และบริการจัดหางานสำหรับผู้สูงอายุ ตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้สมัครควรเตรียมข้อมูลประวัติการทำงาน ทักษะที่มี และประเภทงานที่ต้องการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำตำแหน่งที่สอดคล้องกับความสามารถและความพร้อมได้ตรงจุดมากขึ้น
สังคมสูงวัยคือโอกาส หากเปิดพื้นที่ให้คนทุกวัยได้ทำงาน
การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวผู้สูงอายุเอง
สำหรับผู้สูงอายุ การทำงานหลังเกษียณไม่จำเป็นต้องหมายถึงการกลับไปทำงานเต็มเวลาเสมอไป แต่อาจเป็นการรับงานตามความถนัด ประกอบอาชีพอิสระ หรือถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ ขณะที่นายจ้างสามารถช่วยสร้างโอกาสผ่านการออกแบบงานที่เหมาะสม การจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการพิจารณาบุคลากรจากความสามารถเป็นหลัก
เมื่อสังคมเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานได้ใช้ศักยภาพอย่างเหมาะสม ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตก็สามารถต่อยอดเป็นรายได้ ความภาคภูมิใจ และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้อีกทางหนึ่ง ผู้สูงอายุที่สนใจกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานสามารถเตรียมความพร้อมทั้งด้านสุขภาพ ด้านทักษะพื้นฐานทางเทคโนโลยี และติดต่อขอรับบริการผ่านช่องทางของกรมการจัดหางานได้ทันที เพื่อก้าวสู่ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณค่า มีรายได้ และมีสุขภาวะที่ดีตลอดไป