หากเอ่ยถึง “ประเพณีทิ้งกระจาด” หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าประเพณีนี้มีความเป็นมาอย่างไร วันนี้ ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี จะพาไปชม ประเพณีทิ้งกระจาดประจำปี 2559 ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่มีการจัดเป็นงานบุญครั้งใหญ่ของมูลนิธิแห่งนี้เลยทีเดียว
“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” เป็นอีกหนึ่งแห่งที่มีการจัดงานทิ้งกระจาดขึ้น โดยจะจัดขึ้นในเดือน 7 ตามจันทรคติของจีน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติต่อเนื่องกันมายาวนาน กว่า 100 ปี ถือประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติ พร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ นับว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ที่มีการสืบทอดกันมานานตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องเซ่นไหว้ มากราบไหว้เพื่ออุทิศส่วนกุศล หลังจากนั้นทางมูลนิธิฯ จะรวบรวมสิ่งของและจัดซื้อเพิ่มเติมเพื่อนำแจกจ่ายแก่ประชาชน
“ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์” อดีตประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้อธิบายเนื้อแท้ของการทำบุญในประเพณีทิ้งกระจาดว่า “…ทิ้งกระจาดมีความหมายสำคัญ 2 อย่างที่เราเรียกว่า “ อิ๋มซี และ เอี่ยงซี “ อิ๋ม คือวิญญาณ เอี๋ยง คือชีวิต ซี คือการแจก พิธีทิ้งกระจาด คือ การทำบุญอุทิศให้ดวงวิญญาณ ร่วมไปกับการแจกทานให้ผู้มีชีวิตที่ยากไร้ งานทิ้งกระจาดจึงต้องทำทั้ง 2 ส่วน ทำบุญกันในศาลเจ้าก่อน แล้วจึงมาแจกของ…..” เทศกาลทิ้งกระจาด จึงเป็นเทศกาลที่ครบถ้วนทั้ง “ ทำบุญและให้ทาน ”
ทุกปีเมื่อมีการจัดประเพณีนี้ขึ้น จะมีประชาชนทุกเพศทุกวัย ต่างมาเฝ้ารอเพื่อจับจองพื้นที่กันตั้งแต่วันก่อนหน้าที่จะมาจัดงาน ต่อเนื่องมาจนถึงเช้าวันงาน ก็จะมีประชาชนจำนวนมากมารอ จากนั้นเมื่อเวลา 6.00 น. ก็จะมีการแจกคูปองเพื่อรับสิ่งของ โดยให้แสดงบัตรประชาชนเพื่อรับสิ่งของ และหากใครที่นำทะเบียนบ้านมาด้วย ก็จะได้รับค่ารถ คนละ 100 บาท ซึ่งทางมูลนิธิมีการจัดระเบียบให้เดินเป็นแถว เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ก่อนจะแจกหมวกสาน เพื่อนำไว้ใส่สิ่งของที่เป็นทั้ง อาหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง ขนมต่างๆ รวมทั้งเครื่องอุปโภคต่างๆ จากเจ้าหน้าที่มูลนิธิและอาสาสมัครก็ต่างมาช่วยกันในงานบุญครั้งนี้
สำหรับ “ประเพณีทิ้งกระจาด” มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้ข้อมูลว่า เป็นความเชื่อของพุทธบริษัทจีนฝ่ายมหายาน ประเพณีที่ถือปฏิบัติมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยพุทธกาลสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว ในสมัยนั้นเล่ากันว่าพระอานนท์เป็นเถระผู้เริ่มทำเป็นองค์แรก โดยพระพุทธองค์ทรงแนะนำให้พระอานนท์ทำการสะเดาะเคราะห์ เพื่อให้รอดพ้นจากบ่วงกรรม ให้พระอานนท์ทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลแก่เปรต และดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว โดยการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ แล้วแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นไทยทานแก่สัตว์โลกผู้ยากไร้ทั้งหลาย และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณไร้ญาติที่กำลังทนทุกข์อยู่ในนรกภูมิ หรือที่กำลังล่องลอยขอส่วนบุญ
ในสมัยก่อน เมื่อใกล้ถึงวันเปิดประตูผี คือวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 7 ตามปฏิทินจีน บรรดาโรงเจหรือสถานสาธารณกุศล จะมีการบอกบุญให้ชาวบ้านร้านถิ่นร่วมงานบุญประเพณีทิ้งกระจาด โดยการนำตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ตาห่างบ้างถี่บ้างเป็นรูปวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 นิ้ว คล้ายเข่งปลาทู เพียงแต่ไม่มีขอบสูงที่ก้นตะกร้ามีกระดาษสีแดงหรือสีเหลือง แจ้งกำหนดของงานทิ้งกระจาด ของศาลเจ้า โรงเจ ที่เอาตะกร้ามาวาง กำหนดวันมาเก็บตะกร้า จากนั้นเมื่อถึงกำหนดวันนัดหมาย เจ้าหน้าที่โรงเจก็จะมาเก็บ ผู้ที่ได้รับก็จะนำสิ่งของ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารแห้งใส่ไว้ หรือเป็นเงินจำนวนที่ตนพอใจจะทำบุญ โรงเจนั้น ๆ ก็จะนำสิ่งของ หรือ ปัจจัย ไปดำเนินการต่อไป
ภายหลังจากผ่านพิธีการทางศาสนา ก็มีการโปรยทานทิ้งกระจาด ซึ่งช่วงเช้าเป็นพิธีสงฆ์ ช่วงบ่ายมีการโปรยทาน สถานที่โปรยทานส่วนใหญ่จะใช้บริเวณที่หน้าศาลเจ้า หากเป็นศาลเจ้าใหญ่โต มีพื้นที่กว้างขวางก็จะมีหอสูงเป็นที่โปรย หรือโยนสิ่งของ เริ่มด้วยพระสงฆ์หยิบสิ่งของที่ชาวบ้านมาทำบุญ เช่น ผลไม้ หรือ ขนมปัง หมั่นโถว เงิน ทอง โปรยไปที่ฝูงชนซึ่งเบียดเสียดยัดเยียด คอยรับแจกสิ่งของ ที่ถูกต้องเรียกว่า “แย่ง” ทำให้ของที่ได้รับแจกมานั้นไม่สมบูรณ์ รวมทั้งมีการทะเลาะกันจนต้องมีการเปลี่ยนวิธีการ
ก่อนจะเปลี่ยนเป็นการ “โยนติ้ว” โดยติ้วจะเป็นแท่งไม้ไผ่ที่เหลาบางๆ มีความยาวประมาณ 10 นิ้ว บนติ้วนั้นจะมีตัวเลข หรือตัวอักษรเขียนไว้ที่ไม้ติ้ว เมื่อเสร็จพิธีการทิ้งกระจาดแล้ว ผู้ที่ได้ไม้ติ้วก็จะนำไปแลกสิ่งของกับผู้จัดงาน วิธีนี้ทำให้ได้ของที่สมบูรณ์ แต่ก็ยังมีการกระทบกระทั่งกันอยู่
ต่อมา ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นการรับแจกสิ่งของกันตรง ๆ โดยวิธีการให้ผู้คนมารอรับที่หน้าศาลเจ้าหรือมูลนิธิ เมื่อถึงกำหนดเวลาที่คณะกรรมการกำหนดไว้ ก็จะเปิดประตูให้เข้าไปในพื้นที่ที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นได้มีการพัฒนารูปแบบเป็นการเข้าแถว มีการแจกบัตร มีวิธีการเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่มารับของไม่ต้องเบียดเสียด
เช่นเดียวกับวิธีการของการบอกบุญทิ้งกระจาดก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นกัน จากการเอากระจาดไปวางเพื่อให้ผู้คนใส่สิ่งของนั้นก็กลายเป็นการประกาศบอกบุญกันตรงๆ จากสิ่งของวางอยู่ในตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ ที่ผู้ไปแย่งได้จากงานทิ้งกระจาด ก็กลายเป็นสิ่งของที่อยู่ในกระจาดสานด้วยไม้ไผ่ หรือ หวายแทน หรือ เป็นหมวกสานที่ชาวจีนเรียกว่า “โก่ยโล้ย” หรือ “กุยเล้ย” หมวกสานนี้ก็เหมือนตะกร้าเอาสิ่งของที่ได้รับแจกใส่ไว้ในหมวกสาน สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของได้โดยสะดวก ต่อมาก็ถึงยุคพลาสติก ถุงพลาสติกที่สามารถทนแดดทนฝน สามารถหิ้วได้ ใส่ของได้มาก และ เบาแรง แต่หมวกสานก็ยังคงแจกอยู่ เพราะถือว่าหมวกสานไม้ไผ่เหมือนบ้านหลังคามุงจาก การทำบุญหมวกสาน 1 ใบ เหมือนการทำบุญสร้างบ้าน 1 หลังให้ความร่มเย็น
สำหรับประเพณี “ทิ้งกระจาด” นับว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของมูลนิธิ และศาลเจ้า หลายๆ แห่ง ที่มีการจัดเป็นเทศกาลประจำทุกปี ที่ถือว่านอกจากจะได้ทำบุญแล้วยังเป็นการให้ทานควบคู่กันไปด้วย พร้อมความสุขใจของผู้ให้ และผู้รับ
PPTV PHOTO : อำพล ทองเมืองหลวง