ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 198/2567 หมายเลขแดงที่ 840/2567 ของศาลปกครองกลาง ที่นาย น. ผู้ใช้บริการรับชมรายการโทรทัศน์ที่แพร่ภาพและเสียงบนอินเตอร์เน็ต (Over The Top หรือ OTT) ผ่านแอปพลิเคชัน
โดยยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ต่อศาลปกครองชั้นต้นว่า
ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ประกอบกิจการแอปพลิเคชันให้บริการโทรทัศน์ ผ่านโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์แบบดั้งเดิม (Over the Top หรือ OTT) แพร่ภาพรายการของช่องโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปบนแอปพลิเคชันของตน
โดยผู้ฟ้องคดีและผู้ใช้บริการต้องดูโฆษณาก่อนและระหว่างการรับชมเนื้อหารายการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๑ แห่ง พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยไม่กำหนดหลักเกณฑ์การประกอบกิจการให้บริการโทรทัศน์แบบ OTT และไม่ดำเนินการกำกับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบ OTT ปิดกั้นช่องทางการรับชมภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง จากช่องโทรทัศน์ที่เป็นบริการทั่วไปที่นำมาแพร่ภาพบนแอปพลิเคชัน ของตน ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา
ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าการฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนได้รับความเดือดร้อนหรือ เสียหายอันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ในการกำกับดูแล การให้บริการโทรทัศน์แบบ OTT ของผู้ประกอบกิจการรายนี้ ซึ่งเป็นกิจการให้บริการการส่งข่าวสาร / สาธารณะหรือรายการ ไปยังเครื่องรับที่สามารถรับชมและฟังโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือหลายระบบรวมกัน
อันเป็นกิจการที่จัดอยู่ในนิยามของคำว่า “กิจการโทรทัศน์” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งบัญญัติว่า “กิจการโทรทัศน์” หมายความว่า กิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการ โทรทัศน์ซึ่งให้บริการการส่งข่าวสารสาธารณะหรือรายการไปยังเครื่องรับที่สามารถรับชมและฟัง การให้บริการนั้นๆ ได้ ไม่ว่าจะส่งโดยผ่านระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกันที่ กสทช. กำหนดให้เป็นกิจการโทรทัศน์กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
โดยผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนดหลักเกณฑ์ และดำเนินการกำกับดูแลกิจการให้บริการแพร่ภาพผ่านอินเตอร์เน็ตหรือโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายกระจาย เสียงหรือโทรทัศน์แบบดั้งเดิม และดำเนินการกำกับดูแลกิจการดังกล่าว เพื่อมิให้เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยอาศัยการแทรกโฆษณาระหว่างชมรายการ รวมทั้งให้ผู้ประกอบ กิจการโทรทัศน์แบบ OTT ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
จากการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนี้ จำเป็นต้องมีคำบังคับโดยการสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ ตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลกำหนด ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง และโดยที่การฟ้องคดีนี้ เป็นการฟ้องคดีโดยมีข้อหาหลักว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามละเลยต่อหน้าที่ในการออกหลักเกณฑ์ในการกำกับ ดูแลการให้บริการโทรทัศน์แบบ OTT และไม่กำกับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยอาศัยการใช้เครือข่ายบริการโทรทัศน์เพื่อการโฆษณาอันมีลักษณะ เป็นการแสวงหากำไรเกินควร
ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่าผลจากคำพิพากษานี้จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น และป้องกันไม่ให้ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ถือว่าเป็นการฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องคดี เมื่อใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ.2542ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาตามรูปคดีต่อไป