OpenAI ประกาศเตรียมปรับแก้ข้อตกลงที่เพิ่งทำกับกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักว่าอาจเปิดทางให้ AI ของบริษัทถูกนำไปใช้สอดส่องประชาชนในวงกว้าง โดย แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ยอมรับว่าการประกาศดีลกับกลาโหมสหรัฐฯ ดูรีบร้อนและเป็นการฉวยโอกาสมากเกินไป
ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยุติความร่วมมือกับ Anthropic บริษัท AI คู่แข่ง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสนับสนุนด้าน AI รายเดิม
โดย Anthropic เคยแสดงจุดยืนชัดเจนว่า การใช้ระบบ AI เพื่อการสอดส่องมวลชนภายในประเทศเป็นสิ่งที่ขัดกับคุณค่าประชาธิปไตย ท่าทีดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์บริษัทอย่างรุนแรง และมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางยุติการใช้งานเทคโนโลยีของ Anthropic อย่างสิ้นเชิง
แม้ OpenAI จะปฏิเสธการตั้งข้อสังเกตว่าข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมเปิดทางให้มีการใช้ AI เพื่อการเฝ้าระวังประชาชน แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ได้หยิบยกเหตุการณ์อื้อฉาวของ เอ็ดวาร์ด สโนว์เดน เมื่อปี 2013 ซึ่งเปิดโปงว่า สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (National Security Agency หรือ NSA) เคยเก็บรวบรวมข้อมูลการสื่อสารทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาล
กระแสต่อต้านยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของ OpenAI โดยตรง ผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม X และ Reddit บางส่วนเรียกร้องแคมเปญ “ลบ ChatGPT” พร้อมตั้งคำถามว่า OpenAI กำลังฝึกเครื่องจักรสงครามหรือไม่ ขณะเดียวกัน แอปฯ Claude ของ Anthropic กลับทะยานขึ้นอันดับต้น ๆ บน App Store แซง ChatGPT
ในข้อความถึงพนักงานซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ต่อบน X อัลต์แมนยอมรับว่า บริษัทรีบเร่งประกาศดีลเร็วเกินไปหลังจากกลาโหมสหรัฐฯ ยุติสัญญา Anthropic โดยระบุว่า “เราไม่ควรเร่งรีบประกาศเมื่อวันศุกร์ ประเด็นเหล่านี้ซับซ้อนมากและต้องการการสื่อสารที่ชัดเจน” พร้อมระบุว่าบริษัทตั้งใจลดความตึงเครียดและหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่า แต่กลับทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นการฉวยโอกาส
ก่อนหน้านี้ OpenAI ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวมีมาตรการป้องกันมากกว่าข้อตกลงก่อนหน้าทั้งหมดสำหรับการใช้งาน AI ในงานลับ และย้ำว่าเส้นแดงสำคัญที่กลาโหมสหรัฐฯ ห้ามล้ำคือ “ห้ามใช้เทคโนโลยีของ OpenAI เพื่อควบคุมระบบอาวุธอัตโนมัติ”
อย่างไรก็ตาม พนักงานเกือบ 900 คนจาก OpenAI และ Google ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ผู้บริหารปฏิเสธข้อเรียกร้องของกระทรวงกลาโหมที่ต้องการใช้โมเดล AI เพื่อการสอดส่องภายในประเทศและการอนุมัติการสังหารแบบอัตโนมัติโดยไม่มีมนุษย์กำกับ จดหมายดังกล่าวมีลายเซ็นจากพนักงาน Google 796 คน และ OpenAI 98 คน พร้อมเตือนว่ารัฐบาลกำลังพยายามแบ่งแยกแต่ละบริษัทด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะยอมอ่อนข้อ
ด้าน ไมลส์ บรันเดจ อดีตหัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านนโยบายของ OpenAI ตั้งคำถามว่า บริษัทสามารถบรรลุข้อตกลงที่คลายข้อกังวลทางจริยธรรมซึ่ง Anthropic มองว่าข้ามเส้นไม่ได้ได้อย่างไร ผ่านการแสดงความเห็นบน X ว่า “พนักงาน OpenAI อาจมีเหตุผลที่จะสงสัยว่าบริษัทยอมถอยแต่พยายามเล่าเรื่องว่าไม่ได้ถอย แม้จะยอมรับว่าองค์กรมีความซับซ้อน และบางฝ่ายทำงานหนักเพื่อผลลัพธ์ที่ตนเห็นว่ายุติธรรม”
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว หน่วยงานระดับคณะรัฐมนตรีอีก 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ได้เริ่มยุติการใช้ผลิตภัณฑ์ AI ของ Anthropic หลังถูกกระทรวงกลาโหมจัดให้เป็นความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน และคำสั่งของทรัมป์ให้หน่วยงานรัฐทยอยเลิกใช้เทคโนโลยีของบริษัท
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอุตสาหกรรม AI กับภาครัฐ ในยุคที่เทคโนโลยีมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดข้อกังวลด้านสิทธิเสรีภาพ
โดยท่าทีของ OpenAI ในการแก้ไขสัญญา อาจเป็นบททดสอบสำคัญว่าบริษัทจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับหลักการประชาธิปไตยได้หรือไม่
ที่มา: The Guardian