ผู้เปิดโปงข้อมูลภายในและอดีตพนักงานมากกว่าสิบราย เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า บริษัทโซเชียลมีเดียรายใหญ่อย่างติ๊กต๊อก (TikTok) และ เมตา (Meta) ตัดสินใจหลายครั้งที่ทำให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายปรากฏบนหน้าฟีดของผู้ใช้มากขึ้น เพื่อแข่งขันใน "สงครามอัลกอริทึม" ที่มุ่งดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานเป็นหลัก
ผู้เปิดโปงระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นแม้จะมีงานวิจัยภายในบริษัทที่แสดงให้เห็นว่าคอนเทนต์ที่กระตุ้นความโกรธหรือความขัดแย้งสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ได้มาก
วิศวกรรายหนึ่งของเมตา บริษัทเจ้าของเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม เปิดเผยว่า ผู้บริหารระดับสูงเคยสั่งให้ผ่อนปรนการจำกัดคอนเทนต์ก้ำกึ่งอันตราย เช่น เนื้อหาดูหมิ่นผู้หญิง หรือทฤษฎีสมคบคิด เพื่อแข่งขันกับติ๊กต๊อก เขาระบุว่า เหตุผลหนึ่งคือแรงกดดันด้านธุรกิจ หลังราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลง
ด้านพนักงานของติ๊กต๊อกรายหนึ่ง ได้เปิดเผยแดชบอร์ดภายในของบริษัทที่ใช้ติดตามคำร้องเรียนของผู้ใช้ โดยระบุว่า บางรายงานที่เกี่ยวกับนักการเมืองถูกจัดลำดับให้มีความสำคัญสูงกว่ารายงานเกี่ยวกับเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเด็ก
พนักงานรายดังกล่าวอ้างว่า การตัดสินใจเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับนักการเมืองและรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงต่อการออกกฎหมายควบคุมหรือการสั่งแบนแพลตฟอร์ม
รายงานยังระบุว่า หลังติ๊กต๊อกเติบโตอย่างรวดเร็วจากอัลกอริทึมแนะนำวิดีโอสั้น บริษัทคู่แข่งอย่างเมตาได้เปิดตัวฟีเจอร์รีลส์ บนอินสตาแกรม ในปี 2020 เพื่อแข่งขันโดยตรง
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยภายในที่ถูกเปิดเผยระบุว่า คอมเมนต์บนรีลส์ มีสัดส่วนของการกลั่นแกล้งและการคุกคามสูงกว่าฟีดหลักของ Instagram ถึง 75% รวมถึงมีเนื้อหาความเกลียดชังและการยุยงความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในสหราชอาณาจักรยังระบุว่า โพสต์ที่มีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติ ต่อต้านยิว และแนวคิดขวาจัดกำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นบนโซเชียลมีเดีย
ทั้งนี้ เมตา ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าบริษัทมีนโยบายเข้มงวดในการปกป้องผู้ใช้ และลงทุนมหาศาลในด้านความปลอดภัยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
ขณะที่ ติ๊กต๊อก ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลที่บิดเบือน พร้อมย้ำว่าบริษัทลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เห็นเนื้อหาที่เป็นอันตราย และมีมาตรการความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานวัยรุ่นจำนวนมาก
ที่มา: BBC