PrincessBajrakitiya PrincessBajrakitiya

วิธีประหยัดแบตมือถือ iOS และ Android ยืดอายุการใช้งานตลอดวัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

แบตเตอรี่มือถือหมดไวระหว่างวันคือปัญหาใหญ่ของคนยุคดิจิทัล รวมเทคนิคประหยัดแบตเตอรี่ทั้งระบบ iOS และ Android ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน

สมาร์ตโฟนได้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน การทำงาน หรือความบันเทิง ทว่าข้อจำกัดที่เทคโนโลยียังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้อย่างสมบูรณ์คือ "ความจุของแบตเตอรี่" แม้ชิปประมวลผลจะแรงขึ้น หน้าจอจะคมชัดระดับ 4K แต่หากแบตเตอรี่หมดลง อุปกรณ์ราคาแพงเหล่านี้ก็กลายเป็นเพียงก้อนโลหะและกระจกที่ไร้ประโยชน์ หลายคนต้องพกพาวเวอร์แบงก์ขนาดใหญ่ติดตัวตลอดเวลา หรือต้องคอยมองหาเต้าเสียบปลั๊กไฟทุกครั้งที่แวะร้านกาแฟ

ความจริงแล้ว ปัญหาแบตเตอรี่หมดไวมักไม่ได้เกิดจากความเสื่อมสภาพของฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "พฤติกรรมการใช้งาน" และ "การตั้งค่าซอฟต์แวร์" ที่ไม่สอดคล้องกับกลไกการใช้พลังงาน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความลับของระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยอ้างอิงข้อมูลทางวิศวกรรมจากผู้พัฒนา เพื่อนำเสนอเทคนิคการปรับแต่งสมาร์ตโฟนของคุณให้สามารถใช้งานได้ยาวนานข้ามวัน โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพที่จำเป็นไป

ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ของ "แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน"

ก่อนที่เราจะไปปรับแต่งตัวเครื่อง เราต้องเข้าใจธรรมชาติของแบตเตอรี่ในสมาร์ตโฟนปัจจุบันเสียก่อน สมาร์ตโฟนเกือบ 100% ในท้องตลาดใช้เทคโนโลยี แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) หรือ ลิเธียมโพลิเมอร์ (Lithium-polymer) ซึ่งมีจุดเด่นคือน้ำหนักเบา จ่ายไฟได้เสถียร และไม่มีปัญหา Memory Effect (ไม่ต้องรอให้แบตหมดเกลี้ยงแล้วค่อยชาร์จเหมือนแบตเตอรี่นิกเกิลในยุคอดีต)

ข้อมูลอ้างอิงจาก ทีมงาน Apple Support เว็บไซต์ Apple เรื่อง Maximizing Battery Life and Lifespan อธิบายว่า อายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะถูกนับเป็น "รอบการชาร์จ" (Charge Cycle) โดย 1 รอบหมายถึงการใช้พลังงานครบ 100% (ไม่จำเป็นต้องใช้รวดเดียวหมด เช่น วันนี้ใช้ไป 50% แล้วชาร์จเต็ม พรุ่งนี้ใช้อีก 50% จะนับรวมเป็น 1 รอบ) โดยทั่วไป แบตเตอรี่สมาร์ตโฟนจะเริ่มเสื่อมสภาพ (ความจุสูงสุดลดลงเหลือ 80%) หลังจากผ่านไปประมาณ 500-1000 รอบการชาร์จ

ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไม่ใช่การชาร์จบ่อย แต่คือ "ความร้อน" การใช้งานเครื่องจนร้อนจัด หรือการเสียบชาร์จทิ้งไว้ในรถที่จอดตากแดด จะทำลายโครงสร้างเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่อย่างถาวร ทำให้ความจุลดลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้


อัปเดตทริกไอทีและภัยไซเบอร์จาก PPTV ที่คุณต้องรู้


3 ตัวการหลักที่สูบแบตเตอรี่มากที่สุด

หากเราสามารถควบคุมฮาร์ดแวร์ 3 ส่วนนี้ได้ การประหยัดแบตเตอรี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. หน้าจอแสดงผล

หน้าจอคือชิ้นส่วนที่บริโภคพลังงานสูงที่สุดในสมาร์ตโฟน ยิ่งหน้าจอสว่างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกินไฟมากเท่านั้น นอกจากนี้ สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่ใช้หน้าจอแบบ OLED หรือ AMOLED จะมีหลักการทำงานคือ "แต่ละพิกเซลเปล่งแสงด้วยตัวเอง" หากพิกเซลไหนแสดงสีดำ มันจะทำการปิดการจ่ายไฟพิกเซลนั้นไปเลย ต่างจากจอ LCD ที่ต้องเปิดไฟแบคไลต์ตลอดเวลาทั้งหน้าจอ นี่จึงเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมการเปิด Dark Mode จึงช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้อย่างมหาศาลสำหรับจอ OLED

2. การเชื่อมต่อเครือข่าย

เสาสัญญาณ 5G, 4G, Wi-Fi, Bluetooth และ GPS ทำงานโดยการส่งคลื่นวิทยุออกไปค้นหาเสาสัญญาณหรืออุปกรณ์รับส่ง หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณมือถืออ่อน (มีขีดสัญญาณแค่ 1-2 ขีด) สมาร์ตโฟนของคุณจะยิ่งต้องเพิ่มกำลังส่งคลื่นให้แรงขึ้นเพื่อรักษาการเชื่อมต่อ ส่งผลให้เครื่องร้อนและแบตเตอรี่ลดฮวบอย่างรวดเร็ว

3. การประมวลผลเบื้องหลัง

หลายแอปพลิเคชันที่เราคิดว่าปิดไปแล้ว (ปัดทิ้งจากหน้าจอ) แต่ความจริงแล้วพวกมันยังคงแอบทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่น การดึงข้อมูลอีเมลใหม่ การอัปเดตตำแหน่งที่ตั้ง หรือการรอรับข้อความแจ้งเตือน สิ่งเหล่านี้ทำให้ซีพียูไม่สามารถเข้าสู่โหมดหลับได้

หน้าจอสมาร์ตโฟนประเภท OLED มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถปิดการทำงานของเม็ดพิกเซลในจุดที่แสดงภาพสีดำสนิทได้ การเปิดใช้งาน Dark Mode จึงช่วยลดการใช้พลังงานจากหน้าจอลงได้อย่างเห็นผล

เทคนิคขั้นสูงสำหรับผู้ใช้ iOS (iPhone และ iPad)

สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS ของ Apple ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการจัดการทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่เราสามารถรีดประสิทธิภาพการประหยัดแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วยเทคนิคดังต่อไปนี้

จัดการ Background App Refresh อย่างชาญฉลาด

ฟีเจอร์นี้อนุญาตให้แอปต่างๆ อัปเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลาแม้คุณจะไม่ได้เปิดแอปนั้นขึ้นมาใช้งาน ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่สูบแบตเตอรี่มากที่สุด

  • วิธีตั้งค่า ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > ดึงข้อมูลแอปจากเบื้องหลัง (Background App Refresh)

  • ข้อแนะนำ ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งหมด ให้เลือกเปิดเฉพาะแอปที่คุณต้องการให้แจ้งเตือนทันที เช่น Line หรือแอปธนาคาร ส่วนแอปอื่นๆ เช่น เกม, แอปแต่งรูป, หรือแอปช้อปปิ้งออนไลน์ ให้กดปิดไปเลย

ควบคุมบริการหาตำแหน่งที่ตั้ง

การเปิดให้แอปค้นหาตำแหน่ง (GPS) ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่ละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่ยังทำให้แบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว

  • วิธีตั้งค่า ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security) > บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง (Location Services)

  • ข้อแนะนำ เปลี่ยนการตั้งค่าของแอปส่วนใหญ่เป็น "ขณะใช้แอป" (While Using the App) และหลีกเลี่ยงการเลือก "เสมอ" (Always) ยกเว้นแอปที่จำเป็นจริงๆ เช่น Google Maps หรือแอปพยากรณ์อากาศที่ต้องการใช้ Widget

โหมดประหยัดพลังงานและ 5G Auto

เมื่อแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่า 20% ระบบจะถามให้เปิด Low Power Mode ซึ่งโหมดนี้จะทำการลดความสว่างหน้าจอ ลดรีเฟรชเรต และหยุดการดึงข้อมูลเบื้องหลังทั้งหมด คุณสามารถเปิดโหมดนี้ได้ตลอดเวลาหากรู้วันนั้นต้องใช้งานเครื่องหนัก

นอกจากนี้ ในส่วนของเครือข่าย ควรไปที่ Settings > Cellular > Cellular Data Options > Voice & Data แล้วเลือกเป็น 5G Auto เพื่อให้ระบบสลับไปใช้ 4G อัตโนมัติเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูงมาก ซึ่งช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ดีกว่าการเปิด 5G On ทิ้งไว้ตลอดเวลา

อินโฟกราฟิกสรุปเทคนิคการตั้งค่าเฉพาะตัวของระบบปฏิบัติการ iOS และ Android แม้จะมีหน้าตาเมนูที่แตกต่างกัน แต่หัวใจหลักคือการจำกัดการทำงานเบื้องหลังของแอปพลิเคชันและการควบคุมหน้าจอแสดงผล

เทคนิคขั้นสูงสำหรับผู้ใช้ Android (Samsung, OPPO, vivo, Xiaomi ฯลฯ)

ระบบปฏิบัติการ Android จาก Google มีความยืดหยุ่นสูงและมักจะใส่ฟีเจอร์การจัดการพลังงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาให้อย่างเต็มที่ อ้างอิงจากบทความ ทีมงาน Google Android Help เรื่อง Get the most life from your Android device's battery แนะนำเทคนิคที่ควรปรับแต่งดังนี้

เปิดใช้งาน Adaptive Battery (แบตเตอรี่แบบปรับอัตโนมัติ)

นี่คือฟีเจอร์ที่สำคัญที่สุดของ Android ยุคใหม่ ระบบ AI จะทำการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของคุณว่า คุณมักจะเปิดแอปไหนเวลาใด และแอปไหนที่คุณแทบไม่เคยแตะต้องเลย จากนั้นระบบจะไปจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรและอินเทอร์เน็ตของแอปที่คุณไม่ค่อยได้ใช้โดยอัตโนมัติ

  • วิธีตั้งค่า ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > แบตเตอรี่ (Battery) > แบตเตอรี่แบบปรับอัตโนมัติ (Adaptive Battery) และเปิดใช้งาน

ปรับลดอัตรารีเฟรชหน้าจอ

สมาร์ตโฟน Android รุ่นกลางถึงเรือธงในปัจจุบันมักมาพร้อมหน้าจอ 90Hz ไปจนถึง 144Hz ซึ่งทำให้การเลื่อนหน้าจอดูลื่นไหลเนียนตา แต่ก็แลกมากับการบริโภคพลังงานที่สูงขึ้นมาก หากวันไหนที่คุณต้องเดินทางไกลและต้องการเซฟแบตเตอรี่สุดๆ

  • วิธีตั้งค่า ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > จอแสดงผล (Display) > ความลื่นไหลของการเคลื่อนไหว (Motion Smoothness / Refresh Rate) แล้วปรับกลับมาที่ 60Hz (หรือโหมดมาตรฐาน) จะช่วยยืดอายุการใช้งานไปได้อีกหลายชั่วโมง

จับแอปจอมสูบเข้าโหมดหลับลึก (Deep Sleeping Apps)

ในฝั่งของสมาร์ตโฟน Android บางแบรนด์ (เช่น Samsung) จะมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Deep Sleeping Apps ซึ่งเป็นการบังคับให้แอปหยุดการทำงานแบบเด็ดขาด (เหมือนเราถอนการติดตั้งไปชั่วคราว) แอปเหล่านี้จะไม่ดึงข้อมูล ไม่แจ้งเตือนใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าคุณจะกดเปิดแอปนั้นขึ้นมาด้วยตัวเองอีกครั้ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแอปสายการบิน แอปจองโรงแรม หรือแอปเกมที่นานๆ เล่นที

ความร้อนคือศัตรูอันดับหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเสื่อมสภาพอย่างถาวร ควรหลีกเลี่ยงการวางสมาร์ตโฟนทิ้งไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดดหรือการเล่นเกมกราฟิกสูงขณะเสียบสายชาร์จ

ลบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับแบตเตอรี่มือถือ

นอกจากการตั้งค่าที่ถูกต้องแล้ว เราควรลบความเชื่อเก่าๆ ที่อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อสมาร์ตโฟนของคุณ

  • ความเชื่อที่ 1 ต้องปัดแอปทิ้ง ตลอดเวลาเพื่อให้เครื่องลื่นและประหยัดแบต?

    • ความจริง เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากวิศวกรซอฟต์แวร์ของทั้ง Apple และ Google แล้วว่า เป็นความเชื่อที่ผิด ระบบปฏิบัติการยุคใหม่ถูกออกแบบมาให้แช่แข็ง แอปที่อยู่ในพื้นหลังไว้ในหน่วยความจำ RAM อย่างมีประสิทธิภาพ การที่คุณปัดแอปทิ้ง แล้วต้องมากดเปิดใหม่ตั้งแต่ต้น จะทำให้ CPU ต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อโหลดข้อมูลใหม่ทั้งหมด ซึ่งกินแบตเตอรี่มากกว่าการปล่อยแอปค้างไว้เสียอีก

  • ความเชื่อที่ 2 ห้ามชาร์จแบตข้ามคืน เพราะจะทำให้แบตเสื่อม?

    • ความจริง สมาร์ตโฟนยุคนี้มีวงจรตัดไฟอัจฉริยะ เมื่อแบตเตอรี่เต็ม 100% ระบบจะตัดการรับกระแสไฟเข้าแบตเตอรี่ทันที และสลับไปใช้พลังงานตรงจากหัวชาร์จแทน นอกจากนี้ ระบบ iOS ยังมีฟีเจอร์ Optimized Battery Charging ที่จะเรียนรู้เวลานอนของคุณ โดยจะชาร์จค้างไว้ที่ 80% ตลอดคืน และค่อยจ่ายไฟให้เต็ม 100% ในช่วงก่อนที่คุณจะตื่นนอน เพื่อลดความตึงเครียดของเซลล์แบตเตอรี่

สรุป

การประหยัดแบตเตอรี่สมาร์ตโฟนให้ใช้งานได้ตลอดวัน ไม่ใช่การปิดทุกฟีเจอร์จนทำให้สมาร์ตโฟนราคาหลักหมื่นกลายเป็นเพียงโทรศัพท์ปุ่มกดรุ่นเก่า แต่คือการ "เลือกใช้งานทรัพยากรอย่างชาญฉลาด" การเปิด Dark Mode, การจัดการกับแอปที่แอบทำงานเบื้องหลัง, การตั้งค่าการระบุตำแหน่งให้เหมาะสม, และที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความร้อนสะสม เพียงเท่านี้ สมาร์ตโฟนของคุณ ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง iOS หรือ Android ก็จะพร้อมตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคุณได้ยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยที่คุณไม่ต้องคอยกังวลกับเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่สีแดงอีกต่อไป

Bottom-worldcup Bottom-worldcup

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

สารพัดมิตร

สารพัดมิตร

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ