นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนด้าน AI Transformation ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมตั้งเป้าจัดสรรสิทธิใช้งาน AI ฟรีให้คนไทยประมาณ 5 ล้านสิทธิ เพื่อเร่งยกระดับทักษะดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทยในยุคเศรษฐกิจ AI
นายไชยชนก กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท ระยะเวลาใช้งาน 1 ปี โดยรัฐมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการเข้าถึง AI ของประชาชน หลังบริการ AI ระดับพรีเมียมในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยหลายร้อยบาทต่อเดือน
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า AI Passport จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึง Generative AI ชั้นนำผ่านแพลตฟอร์มกลางเดียว เช่น ChatGPT Gemini Claude โดยสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะกับลักษณะงานได้ผ่านแดชบอร์ดเดียว ทั้งรูปแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมือถือ
นอกจากนี้ ยังมีระบบคอร์สเรียนออนไลน์ การสอนใช้งานจริง และระบบรับรองทักษะ เพื่อให้ประชาชนนำความรู้ไปต่อยอดในการทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่ใช้งานเพื่อความบันเทิง
นายไชยชนก กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายสำคัญของโครงการ AI Passport คือ คนที่เพิ่งเรียนจบและกำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นช่วงที่ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว หลายคนเรียนมาในยุคที่ยังไม่มี AI แต่กลับต้องแข่งขันในตลาดงานที่องค์กรเริ่มใช้ AI เป็นมาตรฐาน
พร้อมมองว่าหากรัฐไม่เร่งลดช่องว่างด้านเทคโนโลยี อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ในตลาดแรงงานไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังเข้าไม่ถึงเครื่องมือและทักษะ AI
นายไชยชนก กล่าวว่า เด็กที่เรียนจบเมื่อ 3-4 ปีก่อน อาจไม่ได้เรียนเรื่อง AI แต่พอเข้าสู่ตลาดงานกลับต้องแข่งขันกับคนที่ใช้ AI ทำงานได้ทันที หากไม่ช่วยลดช่องว่าง ประเทศจะเกิดความเหลื่อมล้ำใหม่ด้านเทคโนโลยี เบื้องต้นตั้งใจเปิดให้ประชาชนใช้ฟรีเป็นวงกว้าง แต่กำลังพิจารณาจัดสรรบางส่วนเป็นโควตาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น นักศึกษา คนเพิ่งเริ่มทำงาน รวมถึงแรงงานที่ต้องการ Reskill และ Upskill เพื่อให้เข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ทั่วถึงมากขึ้น
ทั้งนี้ สิทธิใช้งาน 5 ล้านสิทธิจะไม่ใช่สิทธิถาวร หากผู้ได้รับสิทธิไม่เข้าใช้งานภายในระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะตัดสิทธิและนำกลับมาจัดสรรใหม่ เพื่อป้องกันการกักสิทธิโดยไม่เกิดประโยชน์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากที่สุด
นอกจากนี้ หากผู้ใช้งานต้องการเข้าถึงฟีเจอร์ระดับ Pro หรือความสามารถขั้นสูงของ AI บางประเภท อาจต้องผ่านการเรียนหลักสูตรออนไลน์ตามเงื่อนไขของระบบก่อน จึงจะได้รับโทเคนหรือสิทธิปลดล็อกการใช้งานเพิ่มเติม
นายไชยชนก กล่าวว่า สำหรับประเด็นงบประมาณที่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า หากเทียบกับราคาการใช้งาน AI เชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน ถือว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่าสูงมาก เพราะต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ใช้งานอยู่ที่เพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่บริการ AI ระดับพรีเมียมในตลาดมีค่าใช้จ่าย 700-800 บาทต่อเดือน
นายไชยชนก กล่าวว่า นอกจากการเปิดให้ใช้งาน AI ฟรีแล้ว โครงการ AI Passport ยังมีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ โดยเฉพาะการต่อยอดไปสู่การพัฒนา Thai LLM หรือโมเดลภาษาไทย ซึ่งปัจจุบันยังตามหลังต่างประเทศอยู่มาก ซึ่งจะช่วยสร้างฐานข้อมูลและพฤติกรรมการใช้งานที่นำไปพัฒนาระบบของไทยต่อได้ แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้ PDPA และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
“ต้องเรียนตรง ๆ ว่าถ้าใช้ฟรี ก็จะมีข้อมูลบางส่วนที่ช่วยให้เราพัฒนาระบบได้ แต่จะไม่กระทบข้อมูลส่วนตัวแน่นอน เพราะเราต้องปฏิบัติตาม PDPA อยู่แล้ว เราอยากให้คนไทยได้ใช้ฟรี และช่วยกันพัฒนา ecosystem AI ของประเทศไปพร้อมกัน โครงการ AI Passport จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับ AI Literacy ของประเทศ และช่วยให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ชั้นนำระดับโลกได้ในต้นทุนต่ำ รองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในอนาคต” นายไชยชนก ทิ้งท้าย