IMF–World Bank 2026 โอกาสทองเศรษฐกิจไทย? กับจังหวะที่ถูกต้องในการเป็นเจ้าภาพ
IMF–World Bank 2026 โอกาสทองเศรษฐกิจไทย? กับจังหวะที่ถูกต้องในการเป็นเจ้าภาพ จับตา! 7 วัน ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศ สู่ ขอบฟ้าใหม่ผ่าน 4 เสาหลัก เพื่อพาประเทศอยู่ในเรดาร์ของโลก
การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจจัดงานระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่าไทยจะสามารถใช้เวทีเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และต่อยอดไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การได้ต้อนรับรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ และบุคคลสำคัญจากทั่วโลก จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะนำเสนอศักยภาพของประเทศ พร้อมสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจและแนวทางรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อาจไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม หรือความเรียบร้อยของการจัดงาน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนความสนใจจากนานาชาติให้กลายเป็นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจ และการพัฒนาที่ต่อเนื่องได้อย่างไร
จากปี 2534 ถึงปี 2569 เอเชีย–แปซิฟิก เปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจโลก
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวในงาน Forbes Global CEO Conference เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ท่ามกลางบทบาทของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจโลก
ข้อมูลที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ นับตั้งแต่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 43% ของ GDP โลก
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และความสำคัญของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกในฐานะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการค้า การลงทุน ภาคการผลิต และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก
สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพในช่วงเวลานี้จึงเปิดโอกาสให้ประเทศแสดงบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ท่ามกลางภูมิภาคที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อการค้า การลงทุน และการผลิตของโลก
แต่การอยู่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้นโดยทันที่
เพราะมีโจทย์สำคัญที่ว่าประเทศไทยจะสามารถนำความสนใจจากเวทีระดับโลกมาต่อยอดเป็นความร่วมมือและโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างไร
คว้าโอกาสในฐานะ "เจ้าภาพ" แสดงศักยภาพไทย
สำหรับเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งสำคัญนี้เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพและยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาประชาคมระหว่างประเทศ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ซึ่งผู้นำประเทศ อย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการจัดประชุมให้เรียบร้อย แต่ต้องใช้โอกาสที่บุคคลสำคัญและผู้แทนจากทั่วโลกเดินทางมายังประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการสร้างความเชื่อมั่น การขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน การสร้างรายได้ให้ภาคธุรกิจและภาคบริการ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเป้าหมายดังกล่าว การประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นกิจกรรมระหว่างประเทศ
แต่ไทยต้องคว้าโอกาสช่วงเวลานี้นำเสนอทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านการลงทุน และทิศทางการพัฒนาประเทศต่อผู้มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นจำเป็นต้องต่อเนื่องไปมากกว่าช่วงเวลาที่มีการประชุม การนำเสนอศักยภาพของประเทศจะมีความหมายในระยะยาวก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยสื่อสารต่อประชาคมโลก
EyeBall 20,000 คน กับโอกาสทางธุรกิจที่ต่อยอดได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการจัดงานระดับโลก แต่ไทยต้องการใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอศักยภาพของประเทศ ทั้งวัฒนธรรม อาหารไทย ชุมชน และคนรุ่นใหม่ รวมถึงผลักดันประเด็นเศรษฐกิจที่ไทยต้องการสื่อสารกับนานาประเทศ
ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วเกือบ 17,000 คน และคาดว่าจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมดอาจใกล้ 20,000 คน เมื่อรวมผู้เข้าร่วมจากภาคเอกชนและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
จำนวนผู้เข้าร่วมดังกล่าวสะท้อนขนาดของเวทีที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจและภาคบริการของไทยเข้าถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ทั้งการต้อนรับผู้เข้าร่วม การให้บริการ และการนำเสนอสินค้าและบริการที่สะท้อนเอกลักษณ์ของประเทศ
ในมุมเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศในช่วงการประชุม หากยังรวมถึงความสามารถในการต่อยอดความสนใจของผู้เข้าร่วมให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
ขณะที่ การนำเสนอวัฒนธรรม อาหารไทย ชุมชน และคนรุ่นใหม่ จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ขณะเดียวกัน การผลักดันประเด็นเศรษฐกิจและการเงินที่ไทยต้องการสื่อสารกับนานาประเทศก็เป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม แต่ยังมีแนวทางและประสบการณ์ที่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนในเวทีเศรษฐกิจโลกได้
Bangkok Blueprint เดิมพันเทคโนโลยีการเงินและ AI
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ไทยเตรียมนำเสนอคือ Bangkok Blueprint ซึ่งมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการเงินสมัยใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเตรียมนำตัวอย่างการใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” “ถุงเงิน” และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มานำเสนอ
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมกับ IMF นำเสนอแนวทางทำให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัยมากขึ้น
ประเด็นนี้เป็นส่วนสำคัญของการนำเสนอศักยภาพไทย เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน และการพัฒนาระบบการเงินให้รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
สิ่งที่ไทยต้องการผลักดันจึงไม่ใช่เพียงการแสดงตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาสู่การแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ เพื่อให้แนวทางที่นำเสนอสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการเงินได้
เป้าหมายสำคัญคือไม่ต้องการให้การประชุมสิ้นสุดลงเพียง 7 วัน แต่ต้องนำสิ่งที่ได้จากการประชุมไปขับเคลื่อนต่อ ทั้ง Bangkok Blueprint และ Bangkok Dialogue เพื่อให้สิ่งที่ไทยนำเสนอสามารถนำไปใช้ต่อในเวทีเศรษฐกิจและการเงินโลกได้
นี่จึงเป็นอีกโจทย์ที่ต้องติดตามว่า ข้อเสนอของไทยจะได้รับการต่อยอดในเวทีระหว่างประเทศอย่างไร และจะสามารถสร้างประโยชน์กลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด
จากความผันผวนโลก สู่โจทย์ทรัพยากร สภาพภูมิอากาศ และ Data Center
นอกเหนือจากเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ไทยยังเตรียมหารือประเด็นการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ AI Data Center
โดยเฉพาะการกำหนด Minimum Standard สำหรับการลงทุน Data Center เพื่อให้การลงทุนคำนึงถึงทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประโยชน์ของประเทศไทยควบคู่กันไป
ประเด็นเหล่านี้สะท้อนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปไม่อาจพิจารณาเฉพาะมูลค่าการลงทุนหรือการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง และผลกระทบที่เกิดขึ้นในมิติอื่นควบคู่กันด้วย
การจัดการน้ำและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวข้อที่ไทยเตรียมนำมาหารือ ขณะที่การกำหนดมาตรฐานสำหรับ Data Center เป็นอีกประเด็นที่เชื่อมโยงการลงทุนด้านเทคโนโลยีเข้ากับความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
สำหรับไทย เวที IMF–World Bank จึงเป็นโอกาสในการสื่อสารว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการสร้างความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง และการพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
Bangkok Blueprint กับเกาะป้องกันทุจริตทางการเงินดิจิทัล
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธปท. จะนำเสนอแนวคิด “Safe & Inclusive Digital Finance (SIDF)” ซึ่งเน้นการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและประชาชนเข้าถึงได้ โดยให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็น ได้แก่ การป้องกันการทุจริตทางการเงินดิจิทัล การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs
นายวิทัย กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายของการประชุมคือการผลักดันกรอบความร่วมมือ “Bangkok Blueprint” ซึ่งเป็นข้อเสนอด้านนโยบายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและตรวจจับการทุจริตทางการเงินดิจิทัล การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการยกระดับความรู้ด้านการเงินดิจิทัลของประชาชน
Thailand’s New Horizons สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องการผลักดัน
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่ประเทศไทยเตรียมนำเสนอในฐานะเจ้าภาพจะอยู่ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ครอบคลุม 4 เสาหลัก ได้แก่
1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น
2. โอกาสของประเทศขนาดกลางในโลกที่แบ่งเป็นหลายขั้ว
3. การสร้างสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4. การส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัยภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
นอกจากนี้ ยังมีเวที “Building Resilience in a Fragmented World” เพื่อหารือแนวทางสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายจากการแบ่งขั้วของโลก และเวที “Financing a Resilient Green Economy” เพื่อหารือแนวทางด้านการเงินในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ ชุมชน และครัวเรือน
เมื่อพิจารณาร่วมกัน ประเด็นทั้ง 4 เสาหลักและเวทีหารือที่เกี่ยวข้องสะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมโยงโจทย์เศรษฐกิจของไทยเข้ากับความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย
การนำประเด็นเหล่านี้เข้าสู่เวทีนานาชาติเป็นโอกาสให้ไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางที่ต้องการผลักดัน ขณะเดียวกัน ยังเป็นเวทีที่เปิดให้ประเทศไทยได้สื่อสารทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อผู้แทนจากทั่วโลก
เวทีโลกกับการยกระดับบทบาทประเทศไทย กลับสู่ "จอเรดาร์โลก"
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุม IMF–World Bank 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะมีผู้นำและบุคคลสำคัญจากทั่วโลกเกือบ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคาร โดยมองว่าเวทีนี้จะส่งผลดีต่อประเทศไทย ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นและการเปิดพื้นที่พูดคุยเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย
สำหรับคำถามว่าการประชุมครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์ของโลกหรือไม่ นายสีหศักดิ์ระบุว่า การประชุมลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มีเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเวทีสหประชาชาติก็มีความสำคัญต่อการแสดงท่าทีของไทยต่อสถานการณ์โลก และการสื่อสารว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การสร้างบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะการประชุมใดการประชุมหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการสื่อสารทิศทางของประเทศอย่างต่อเนื่องในหลายเวที
สำหรับการประชุม IMF–World Bank ครั้งนี้ การมีบุคคลสำคัญจากทั่วโลกเดินทางมายังประเทศไทยจึงเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและแสดงบทบาทของไทย แต่การรักษาความสนใจที่เกิดขึ้นให้ต่อเนื่องหลังการประชุมยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตาม
จับตา! 7 วัน อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง?
สำหรับกำหนดการสำคัญระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ประกอบด้วย
- 12 ตุลาคม 2569 พิธีเปิด Thailand Pavilion ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
- 14 ตุลาคม 2569: งานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ ณ ทำเนียบรัฐบาล
- 15 ตุลาคม 2569: การแสดงอัตลักษณ์ไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
- 16 ตุลาคม 2569: การประชุมเต็มคณะของผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Plenary Session) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ด้านการเตรียมสถานที่และการอำนวยความสะดวกมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้จัดเตรียมห้องประชุมและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดและมาตรฐานของธนาคารโลกและ IMF พร้อมเตรียมระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับบุคคลสำคัญและผู้เข้าร่วมการประชุม
การเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างท่าอากาศยาน ศูนย์การประชุม สถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง และโรงแรมที่พัก ได้รับการเตรียมการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเดินทางและการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ
ความพร้อมด้านการจัดงานเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นเจ้าภาพ แต่เมื่อมองในภาพใหญ่ สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำควบคู่กันคือการทำให้การประชุมสามารถตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่น และการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ความสำเร็จไม่ได้จบเมื่อการประชุมปิดฉาก
การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพต่อประชาคมโลก ในช่วงเวลาที่ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
ตั้งแต่การนำเสนอศักยภาพด้านดิจิทัลและ AI ผ่าน Bangkok Blueprint การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงิน ไปจนถึงการหารือเรื่องสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุน Data Center ล้วนเป็นประเด็นที่ไทยต้องการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ
ขณะเดียวกัน การมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 16,000 คน และคาดว่าจำนวนทั้งหมดอาจใกล้ 20,000 คน เมื่อรวมภาคเอกชนและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเดินทางมาของผู้นำและบุคคลสำคัญจากทั่วโลกเกือบ 400 คน ถือเป็นโอกาสในการนำเสนอประเทศไทยต่อผู้มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
แต่คำถามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะจัดการประชุมได้ยิ่งใหญ่เพียงใด หากอยู่ที่ว่า หลังสิ้นสุดการประชุม 7 วัน ไทยจะสามารถนำข้อเสนอ ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นไปขับเคลื่อนต่อได้มากน้อยเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของการเป็นเจ้าภาพไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ประเทศไทยเป็นที่สนใจของโลกในช่วงเวลาหนึ่ง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนความสนใจนั้นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และทำให้ประโยชน์จากเวทีระดับโลกส่งต่อไปถึงภาคธุรกิจ ชุมชน และประชาชนได้จริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB