เก็บภาษี 1,000 บาท เสี่ยงไม่คุ้มเสีย! ท่องเที่ยวไทยแบกต้นทุนเพิ่ม
สมาคมโรงแรมไทย ค้านภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท หวั่นเพิ่มต้นทุนตั๋วเครื่องบิน กระทบความสามารถแข่งขันของท่องเที่ยวไทย ภาษีเพิ่มไม่คุ้มกับรายได้ท่องเที่ยวหาย
เก็บภาษีเดินทาง 1,000 บาท รัฐได้เท่าไร? นายกโรงแรมไทยชี้ อาจไม่คุ้มถ้าคนเที่ยวหนี
ตั๋วเครื่องบินก็แพงขึ้นอยู่แล้ว ถ้าต้องจ่ายเพิ่มอีก ทั้งค่าธรรมเนียมและภาษีเดินทาง คำถามคือ การเก็บเงินเพิ่มจากนักเดินทาง จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศ หรืออาจทำให้ไทยเสียรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่าเดิม?
นี่คือข้อกังวลของ นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ที่ออกมาคัดค้านแนวคิดจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนเดินหน้านโยบายนี้
จ่ายเพิ่มหลายต่อ ต้นทุนท่องเที่ยวไทยยิ่งสูง?
นายเทียนประสิทธิ์ระบุว่า ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการท่องเที่ยวหลายส่วนที่ต้องจับตา ได้แก่
- 1,120 บาท ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น
- 450 บาท ค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ซึ่งมีแนวคิดจัดเก็บ
- 1,000 บาท ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือและรับฟังความคิดเห็น
หากมีการจัดเก็บครบทั้ง 3 ส่วนตามแนวทางที่กล่าวถึง ภาระค่าใช้จ่ายจะรวมกันประมาณ 2,570 บาท โดยต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการจัดเก็บของแต่ละรายการประกอบด้วย
สิ่งที่สมาคมโรงแรมไทยกังวลคือ เมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกนำไปรวมในราคาตั๋วเครื่องบิน ต้นทุนการเดินทางก็อาจสูงขึ้น และทำให้นักท่องเที่ยวต้องเปรียบเทียบความคุ้มค่ามากกว่าเดิม หากเดินทางมาไทยแล้วมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจเลือกเปลี่ยนจุดหมายปลายทางแทน
รัฐเก็บภาษีได้ 1,000 บาท แต่ประเทศอาจเสียรายได้ 50,000 บาท?
นี่คือประเด็นสำคัญที่นายกสมาคมโรงแรมไทยต้องการให้รัฐบาลคิดให้รอบด้าน
นายเทียนประสิทธิ์ยกตัวอย่างว่า หากภาษี 1,000 บาททำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางมาไทย แม้รัฐจะสูญเสียโอกาสเก็บภาษีเพียงเล็กน้อย แต่ประเทศอาจสูญเสียรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวรายนั้น ซึ่งตามข้อมูลที่ให้สัมภาษณ์ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 50,000 บาทต่อคนต่อปี
ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลที่อ้างถึง ไม่ใช่การยืนยันว่าการเก็บภาษีจะทำให้นักท่องเที่ยวลดลงจริงเท่าใด แต่สะท้อนคำถามสำคัญว่า รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น คุ้มกับความเสี่ยงที่รายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลงหรือไม่
เพราะเงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายไม่ได้อยู่แค่ในโรงแรม แต่ยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอื่น ๆ ด้วย หากนักท่องเที่ยวลดลง ผลกระทบก็อาจส่งต่อไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ไม่ใช่แค่คนต่างชาติ คนไทยเที่ยวต่างประเทศก็มีผลต่อไทย
อีกประเด็นที่สมาคมโรงแรมไทยไม่เห็นด้วย คือการจัดเก็บภาษีเดินทางเฉพาะคนไทย เพราะมองว่าการเดินทางท่องเที่ยวมีความเชื่อมโยงกันทั้งขาเข้าและขาออก
นายเทียนประสิทธิ์อธิบายว่า สายการบินต้องมีผู้โดยสารทั้งสองทิศทางในระดับที่เหมาะสม จึงจะบริหารเที่ยวบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคนไทยเดินทางไปต่างประเทศลดลงจนทำให้จำนวนผู้โดยสารเสียสมดุล สายการบินอาจต้องลดเที่ยวบิน ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาไทยด้วย
ดังนั้น การลดจำนวนคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศจึงอาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะตลาดท่องเที่ยวขาออก แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะกระทบการท่องเที่ยวขาเข้าและรายได้หมุนเวียนในประเทศตามไปด้วย
ค้านภาษี 1,000 บาท แต่ค่าธรรมเนียม 450 บาท ขอให้ชัดเจนก่อน
สำหรับค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว 450 บาท สมาคมโรงแรมไทยไม่ได้คัดค้านหลักการทั้งหมด โดยเห็นว่าหากนำเงินไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ดูแลความปลอดภัย และบริหารจัดการภัยพิบัติ ก็อาจเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมได้
แต่สิ่งที่ยังต้องการคำตอบคือ เงินกองทุนจะถูกนำไปใช้อย่างไร ใครเป็นผู้บริหาร และจะจัดสรรงบประมาณให้แต่ละด้านในสัดส่วนเท่าใด รวมถึงความคุ้มครองด้านประกันภัยที่นักท่องเที่ยวจะได้รับ หากมีการรวมประกันภัยไว้ในค่าธรรมเนียมดังกล่าว
นายกสมาคมฯ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูลภาระค่ารักษาพยาบาลของชาวต่างชาติที่ค้างชำระประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งมีการนำมาใช้ประกอบแนวคิดจัดเก็บค่าธรรมเนียม โดยระบุว่ากลุ่มที่มีหนี้ค้างชำระสูงสุด 3 อันดับแรกตามข้อมูลที่ได้รับ ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา และลาว จึงต้องแยกให้ชัดเจนว่าบุคคลเหล่านี้เป็นนักท่องเที่ยวจริงหรือไม่ และควรทบทวนตัวเลขให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายก่อนนำมาใช้กำหนดนโยบาย
โจทย์ของรัฐบาล ไม่ใช่แค่เก็บเงินเพิ่ม แต่ต้องไม่ทำให้ไทยแพงจนเสียโอกาส
สมาคมโรงแรมไทยยืนยันจุดยืนคัดค้านภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท และขอให้ยุติแนวทางดังกล่าว ขณะที่ค่าธรรมเนียม 450 บาทต้องการให้ชะลอการบังคับใช้จนกว่าจะมีรายละเอียดชัดเจน
โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศไทยต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่าแรง และค่าไฟฟ้าที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับอยู่แล้ว การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้เดินทางจึงเป็นเรื่องที่ต้องประเมินอย่างรอบคอบ
เพราะการเพิ่มรายได้จากภาษีอาจเห็นผลเป็นตัวเงินชัดเจน แต่ต้นทุนจากนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนใจไม่มาไทย อาจกระจายไปถึงธุรกิจและเศรษฐกิจในวงกว้าง
คำถามที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ นโยบายนี้สร้างรายได้เพิ่มให้ประเทศจริงแค่ไหน และเมื่อหักความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ยังถือว่าคุ้มค่าหรือไม่
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB