เริ่มแล้ว Bangkok Blueprint ประเทศไทย! ประกาศสร้างความเชื่อมั่นการเงินดิจิทัล
เริ่มแล้ว Bangkok Blueprint ประเทศไทย! ประกาศสร้างความเชื่อมั่นการเงินดิจิทัล พร้อมหยุด! มิจฉาชีพให้ได้ ”เอกนิติ“ วาง 3 แนวทาง ตั้งแต่ป้องกันทั้งระบบ ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ไปจนถึงนำไปใช้ได้จริง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดงานในการบรรยายหัวข้อ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ในงานการประชุม IMF-World bank 2026 ว่า การเปิดตัว Bangkok Blueprint สะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมมือพหุภาคี เนื่องจากปัญหาการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินงานของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง
ตั้งแต่จดหมายลูกโซ่ทางอีเมลในช่วงต้นทศวรรษ 2000 จนถึงเทคโนโลยี AI Deepfake ในปัจจุบัน การฉ้อโกงและกลโกงทางดิจิทัลได้พัฒนาเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็น 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลก
ปัญหาสำคัญคือ การฉ้อโกงมีลักษณะข้ามพรมแดน โดยเหยื่ออาจอยู่ในประเทศหนึ่ง ขณะที่มิจฉาชีพปฏิบัติการจากอีกประเทศหนึ่ง และเงินที่ได้จากการหลอกลวงอาจถูกเคลื่อนย้ายผ่านประเทศที่สาม แต่การตอบสนองของแต่ละประเทศยังคงดำเนินการในระดับชาติและมีการประสานงานระหว่างกันอย่างจำกัด ส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบได้ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปิดช่องว่างดังกล่าว
สำหรับ Bangkok Blueprint มีแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. มองปัญหาแบบทั้งระบบ
การป้องกันการฉ้อโกงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น แม้กลโกงจะเริ่มต้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ความเสียหายอาจเกิดขึ้นเมื่อเหยื่อโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารหลายบัญชี ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและแพลตฟอร์มดิจิทัลจึงต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันกลโกงตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกัน หากเกิดความเสียหายแล้ว ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือเหยื่อและเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืน
2. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ
แม้แต่ละประเทศจะสามารถพัฒนาระบบป้องกันการฉ้อโกงภายในประเทศของตนเองได้ แต่เนื่องจากมิจฉาชีพปฏิบัติการข้ามพรมแดน การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก หวังให้แนวทางที่เริ่มต้นขึ้นในกรุงเทพฯ ได้รับการต่อยอดจากองค์กรระหว่างประเทศ และนำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างประเทศต่าง ๆ
3. เน้นการนำไปใช้ได้จริง
Bangkok Blueprint ได้รับการออกแบบให้แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ตามกฎหมาย ศักยภาพ และบริบทของตนเอง ขณะเดียวกัน แนวทางที่นำไปใช้ต้องสามารถสนับสนุนการทำงานร่วมกันข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประสบการณ์จากการนำไปปฏิบัติจริงของแต่ละประเทศจะช่วยสร้างข้อมูลและบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาแนวทางให้มีความสอดคล้องและสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง แม้การประชุมประจำปีจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีเอกสารประกอบชื่อ “Bangkok Blueprint in Action” ซึ่งรวบรวมประสบการณ์จากประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยนำเสนอความท้าทายที่แต่ละประเทศพบในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง พร้อมบทเรียนสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
สำหรับประเทศไทย มีการริเริ่มโครงการ “Connect the Dot” เพื่อแก้ไขปัญหาข้อมูลเกี่ยวกับกลโกงเดียวกันที่กระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ โดยนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถมองเห็นรูปแบบความผิดปกติที่อาจถูกมองข้าม หากพิจารณาข้อมูลแยกจากกัน ช่วยให้ตรวจจับการฉ้อโกงได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในขั้นต่อไปคือ การขยายแนวทางดังกล่าวไปสู่ความร่วมมือข้ามพรมแดน เนื่องจากเส้นทางการฉ้อโกงและการเคลื่อนย้ายเงินไม่ได้หยุดอยู่ภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง
อีกทั้ง ประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการประชุมต่างเผชิญกับปัญหาการฉ้อโกงในลักษณะเดียวกัน และสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันได้ โดยหวังว่าหลังสิ้นสุดการประชุมประจำปี ประเทศต่าง ๆ จะนำ Bangkok Blueprint กลับไปปรับใช้จริง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังพัฒนาแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลในระดับระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบการเงินที่ครอบคลุม มีความปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับประชาชน
ทั้งนี้ หลักการสำคัญของ Bangkok Blueprint คือ เมื่อการฉ้อโกงไม่มีพรมแดน การตอบสนองต่อปัญหาก็ต้องก้าวข้ามพรมแดนเช่นกัน เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบและสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลทั่วโลก
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเงินดิจิทัลกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยให้บริการทางการเงินรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น แต่การใช้งานที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ที่เชื่อมโยงกัน โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การเพิ่มขึ้นของการฉ้อโกงและอาชญากรรมดิจิทัล
- ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการดำเนินงานจากการเชื่อมโยงของสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเทคโนโลยี
- ความท้าทายจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในภาคการเงิน
ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลและมาตรการป้องกันที่ก้าวทันนวัตกรรม
สำหรับสถานการณ์การฉ้อโกงทั่วโลก ในปี 2566 คาดว่ามีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 442,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คดีฉ้อโกงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนทวีปเอเชียมีสัดส่วนความเสียหายจากการฉ้อโกงทั่วโลกสูงถึง 67% ในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการป้องกัน โดยประเทศในภูมิภาคมีประสบการณ์และบทเรียนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้
ด้านประเทศไทย ความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินมีมูลค่ามากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลงเหลือเพียงกว่า 9,000 ล้านบาท นายวิทัยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการอย่างประสานสอดคล้องกันสามารถช่วยลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ
นายวิทัย กล่าวว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นที่มาของวาระการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม (Safe and Inclusive Digital Finance: SIDF) ของ ธปท. ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการว่า เมื่อการเงินดิจิทัลก้าวหน้า ความไว้วางใจและความยืดหยุ่นของระบบก็ต้องพัฒนาควบคู่กันไป โดยต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ใช้จากการฉ้อโกงและอาชญากรรมดิจิทัล เสริมสร้างความมั่นคงด้านไซเบอร์และการดำเนินงาน รวมถึงดูแลให้การใช้เทคโนโลยีใหม่เป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบและครอบคลุม
สำหรับ Bangkok Blueprint ได้กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ภายใต้ 5 เสาหลัก เพื่อวางกรอบการทำงานเชิงปฏิบัติในการรับมือการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ประกอบด้วย
1. เสริมสร้างรากฐานทางกฎหมาย กำหนดความเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบในระดับประเทศให้ชัดเจน พร้อมให้อำนาจทางกฎหมายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ
2. ยกระดับกระบวนการจัดการการฉ้อโกงตลอดวงจร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การป้องกันที่ปรับตัวตามความเสี่ยง การตรวจจับทั่วทั้งระบบ ไปจนถึงการประสานงานเพื่อรับมือและฟื้นฟูความเสียหาย
3. ใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกง
4. ขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน สนับสนุนการแบ่งปันข้อมูลและการปฏิบัติการร่วมกันอย่างทันท่วงที
5. ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและความยืดหยุ่นในการรับมือความเสี่ยง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัลในระยะยาว
สำหรับทั้ง 5 เสาหลักต้องดำเนินการควบคู่กัน เพราะการมีกฎหมายที่เข้มแข็งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากขาดการประสานงาน การตรวจจับที่มีประสิทธิภาพก็ไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้หากไม่มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ขณะที่มาตรการควบคุมที่เข้มงวดต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อรักษาความไว้วางใจในระบบการเงิน
ประเทศไทยได้เริ่มนำหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ผ่านการเปลี่ยนแนวทางจากการกำกับดูแลที่เน้นสถาบันการเงินเป็นหลัก ไปสู่การจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ เนื่องจากรูปแบบการฉ้อโกงมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะกลโกงที่หลอกให้ผู้เสียหายเป็นผู้โอนเงินด้วยตนเอง หรือ Authorized Push Payment (APP) Scam
พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้วางรากฐานทางกฎหมายให้สามารถแบ่งปันข้อมูล แทรกแซงได้อย่างรวดเร็ว ระงับบัญชีที่เกี่ยวข้อง และแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ขยายมาตรการจัดการกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยมองว่ารายได้จากการฉ้อโกงเป็นแหล่งสำคัญของกระแสเงินผิดกฎหมาย ซึ่งมักถูกเคลื่อนย้ายผ่านบัญชีม้า ก่อนถอนออกมาแปลงเป็นทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT
ธปท. จึงเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านบาท และธุรกรรมทองคำมูลค่าสูง พร้อมยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ USDT
ขณะเดียวกัน ธปท. และสถาบันการเงินได้ร่วมกันกำหนดความคาดหวังและแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคการเงินของไทยถูกใช้สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายใต้กรอบการทำงานว่าด้วยการปกป้องภาคการเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งประกาศไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
เพื่อสนับสนุนการนำ Bangkok Blueprint ไปใช้จริง ธปท. ยังจัดทำเอกสาร “Bangkok Blueprint in Action: ประสบการณ์ระดับภูมิภาคและบทเรียนเชิงนโยบายสำหรับบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” โดยรวบรวมประสบการณ์จากฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เพื่อชี้ให้เห็นช่องโหว่สำคัญ นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี และเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถนำไปใช้เสริมสร้างระบบป้องกันการฉ้อโกงในระดับประเทศ
ทั้งนี้ การสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบการเงินดิจิทัลอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานที่ประสานกัน ความร่วมมือบนพื้นฐานความไว้วางใจ และการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ เพื่อให้การเงินดิจิทัลยังคงสร้างนวัตกรรม ขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน และมีความปลอดภัย โดยการหารือครั้งนี้จะช่วยแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบาย การดำเนินงาน และความร่วมมือข้ามพรมแดน พร้อมต่อยอดสู่การนำพิมพ์เขียวไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ นางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวถึงความสำคัญของการรับมือกับการฉ้อโกงทางการเงินในยุคดิจิทัลว่า ภารกิจสำคัญของ IMF คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน โดยมุ่งเน้นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจในระดับประเทศ ภูมิภาค และทั่วโลก ซึ่งการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่กำลังขยายตัวถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้
นางคริสตาลินา กล่าวว่า การเงินดิจิทัลกำลังเติบโตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศต่าง ๆ โดยมีความไว้วางใจเป็นรากฐานสำคัญ ผู้ใช้บริการจำเป็นต้องเชื่อมั่นว่าข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินจะได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัย แต่การฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นดังกล่าว และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลในระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญคือ การเงินดิจิทัลช่วยขยายโอกาสให้ประชาชนที่ไม่เคยเข้าถึงบริการทางการเงินสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในระบบได้มากขึ้น หากความเชื่อมั่นถูกทำลายจนประชาชนไม่กล้าใช้บริการ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อการประกอบธุรกิจและการสร้างรายได้ของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการที่พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงาน เช่น ผู้ค้าริมทางในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัล
นอกจากนี้ การเงินดิจิทัลยังมีบทบาทในการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบการเงิน แต่ปัจจุบันการฉ้อโกงดิจิทัลกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจยิ่งทำให้ภัยคุกคามมีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น นางจอร์เจียวา ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในฝรั่งเศสที่แฮกเกอร์ใช้เครื่องมือดิจิทัลเจาะระบบควบคุมตู้เย็นในร้านค้าหลายแห่ง และปรับอุณหภูมิให้สูงถึง 15 องศาเซลเซียส ส่งผลให้อาหารเน่าเสียและต้องถูกทิ้ง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภัยคุกคามทางดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขโมยข้อมูลหรือเงิน แต่ยังสามารถสร้างความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในโลกจริงได้ด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการจัดทำและผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อเป็นแนวทางรับมือกับการฉ้อโกงทางการเงิน โดยทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันสนับสนุนและนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งในระดับประเทศ ระดับสถาบัน และการปรับปรุงกระบวนการทำงานในอนาคต เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัยและสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับมูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงดิจิทัล มีการประเมินตัวเลขแตกต่างกัน โดยบางฝ่ายประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่บางฝ่ายประเมินสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ความเสียหายดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
นางคริสตาลินา เน้นย้ำว่า เงินจำนวนมหาศาลที่สูญเสียไปกับการฉ้อโกงสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกมาก หากสามารถป้องกันไม่ให้เงินเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของผู้กระทำผิด และเปลี่ยนกลับมาเป็นทรัพยากรที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB