โลกแบ่งขั้ว เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ! WTO เตือนต้องกระจายความเสี่ยง
WTO ชี้ สงครามการค้าเปลี่ยนเกมโลก ห่วงโซ่อุปทานต้องกระจายความเสี่ยง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาส แต่โลกแตกขั้ว เสี่ยงฉุด GDP โลก
ในยุคที่สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับตัวด้วยการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินค้า ตลาด ห่วงโซ่อุปทาน และเส้นทางขนส่ง เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือบนเวทีเสวนา “Trade Diversification in Turbulent Times: Implications for Economic Stability and Growth” ระหว่างการประชุม เวที IMF-World Bank 2026
รายงาน Global Trade Outlook and Statistics ของ WTO เดือนตุลาคม 2026 ระบุว่า การค้าโลกยังคงเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของปริมาณการค้าสินค้าโลกปี 2026 จาก 1.9% เป็น 3.9% ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนต่อการเติบโตของมูลค่าการค้าสินค้าโลกถึง 47% ในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังสร้างแรงกระแทกต่อการค้าและการขนส่งพลังงาน
โรเบิร์ต สไตเกอร์ จาก WTO ยกตัวอย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันของภูมิภาคในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ลดลงถึง 24% แต่การส่งออกน้ำมันทั่วโลกลดลงเพียง 6% เนื่องจากมีผู้ผลิตรายอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล มาเลเซีย และนอร์เวย์ เข้ามาชดเชยบางส่วน สะท้อนความสำคัญของความสามารถในการรับมือกับวิกฤต (Resilience) ซึ่งไม่ได้หมายถึงการผลิตทุกอย่างด้วยตนเอง แต่คือการมีทางเลือกในการจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่นเมื่อเกิดการหยุดชะงัก
เขายังมองว่าภาคเอกชนมีแรงจูงใจในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Diversification) อยู่แล้ว แต่หากความเสียหายจากการหยุดชะงักส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) อย่างไรก็ตามมาตรการอุดหนุนอุตสาหกรรม (Industrial Subsidies) อาจสร้างผลกระทบต่อประเทศอื่น จึงต้องรักษาระบบการค้าที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา (Rules-Based Trading System) ภายใต้ WTO เพื่อป้องกันการแข่งขันอุดหนุนที่บั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
ด้านมูฮัมหมัด สุไลมาน อัล-จัสเซอร์ จาก IsDB เน้นว่า การกระจายความเสี่ยงต้องควบคู่กับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) และการเตรียมพร้อมรับวิกฤต โดยยกตัวอย่างซาอุดีอาระเบียที่สร้างท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เพื่อเชื่อมพื้นที่ผลิตทางตะวันออกกับชายฝั่งตะวันตก ลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งพลังงานเพียงเส้นทางเดียว พร้อมรักษากำลังการผลิตส่วนเกินไว้รองรับความผันผวนของตลาดโลก
ขณะเดียวกัน โอดีล เรอโน-บาสโซ จาก (EBRD) มองว่า โลกาภิวัตน์ที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการคว่ำบาตร และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ต้องทบทวนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียกลางและคอเคซัสที่เคยได้รับประโยชน์จากผลพลอยได้แห่งสันติภาพ (Peace Dividend) และการเปิดเสรีทางการค้า
ประเทศเหล่านี้จึงหันมาส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Integration) ผ่านการพัฒนาเส้นทางขนส่งสายกลาง (Middle Corridor) ซึ่งเชื่อมจีนกับยุโรป รวมถึงโครงข่ายรถไฟ ถนน และระบบดิจิทัล โดยการค้าระหว่างประเทศในเอเชียกลางเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี 2017–2025 ขณะเดียวกัน ยังพยายามลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน แร่ธาตุ และสินค้าเกษตรขั้นต้น ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต ส่งเสริมภาคเอกชน พัฒนาทักษะแรงงาน และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
เรอโน-บาสโซยังยกสหภาพยุโรป (EU) เป็นตัวอย่างว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปิดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงกฎระเบียบ ระบบการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน สำหรับเอเชียกลาง สิ่งสำคัญคือการพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Physical Connectivity) เช่น ถนนและทางรถไฟ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเชิงระบบ (Soft Connectivity) เช่น กฎหมาย ระบบดิจิทัล และพิธีการศุลกากร เพื่อลดต้นทุนการค้าข้ามพรมแดน โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) ช่วยสนับสนุนเงินทุนและการวางแผนระยะยาว
อัล-จัสเซอร์ เห็นสอดคล้องกันว่า ความร่วมมือระดับภูมิภาคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เขายกตัวอย่างเขื่อนโรกุน (Rogun Dam) ในทาจิกิสถาน มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยผลิตพลังงานสะอาดให้ประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนการเกษตรผ่านการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้หลายประเทศพร้อมกัน
นอกจากนี้ เขายังเตือนว่าประเทศกำลังพัฒนามักเสียเปรียบมหาอำนาจในการรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) การรวมกลุ่มระดับภูมิภาคจึงช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้ทดแทนระบบการค้าพหุภาคี (Multilateral Trading System) ซึ่งยังจำเป็นต่อเสถียรภาพการค้าโลก
อีกด้านหนึ่ง เฮยไหว ถัง (Heiwai Tang) จาก Asia Global Institute อธิบายว่า สงครามการค้ากำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของบริษัทข้ามชาติ ก่อนปี 2025 ที่เกิดสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ หลายบริษัทใช้แนวทางจีนบวกหนึ่ง (China Plus One) โดยย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่เมื่อมาตรการภาษีขยายไปยังหลายประเทศ บริษัทต่าง ๆ จึงต้องกระจายฐานการผลิตและตลาดในหลายทิศทางมากขึ้น
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากมีฐานอุตสาหกรรมการผลิตและความเชื่อมโยงทางการค้า ขณะที่ประเทศซึ่งมีนโยบายไม่แน่นอน ขาดความโปร่งใส หรือมีโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม มักดึงดูดการลงทุนได้น้อยกว่า ถังจึงเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างยืดหยุ่นโดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างมหาอำนาจ
นอกจากการค้าสินค้าแล้ว ถังยังชี้ให้เห็นโอกาสของการค้าภาคบริการ (Trade in Services) ซึ่งเติบโตประมาณ 10% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทียบกับการค้าสินค้าที่ขยายตัวเพียง 3% สะท้อนว่าโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนรูปแบบไปสู่บริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว บริการวิชาชีพ และบริการที่ส่งมอบผ่านระบบดิจิทัล (Digitally Delivered Services)
งานศึกษาของ Asia Global Institute พบว่า ประเทศที่ทำความตกลงการค้าบริการระดับทวิภาคีมีแนวโน้มขยายการค้าบริการระหว่างกันได้ประมาณ 17% ในระยะสั้น และการเพิ่มข้อกำหนดในความตกลงแต่ละประเภทอาจช่วยเพิ่มการค้าบริการอีก 4.4% ขณะที่การขยายตัวของ AI ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน (Cross-Border Data Flows) กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศกำลังพัฒนา
ถังจึงสนับสนุนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) แต่ยอมรับว่าข้อกำหนดให้จัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ (Data Localization) ซึ่งเกิดจากความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของการค้าบริการระหว่างประเทศ
ในช่วงท้าย อัล-จัสเซอร์เตือนให้ประเทศต่าง ๆ หลีกเลี่ยงมาตรการที่บิดเบือนกลไกการค้า (Trade Distortions) และไม่ควรพยายามผลิตสินค้าทุกประเภท แต่ควรเลือกพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างแท้จริง ขณะที่เรอโน-บาสโซมองว่า แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังผลักดันให้เศรษฐกิจโลกแบ่งแยกออกเป็นกลุ่ม (Fragmentation) แต่การกระจายห่วงโซ่อุปทานก็เปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chains) มากขึ้น
ส่วนถังเสนอให้รัฐบาลนำแนวคิด Triple-A Supply Chain ซึ่งประกอบด้วยความคล่องตัว (Agility) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และการประสานผลประโยชน์ (Alignment) มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ขณะที่สไตเกอร์เตือนว่า หากการกระจายความเสี่ยงนำไปสู่การแบ่งแยกเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ผลการจำลองสถานการณ์ของ WTO ชี้ว่า GDP โลกอาจแตกต่างจากกรณีที่ประเทศต่าง ๆ เพิ่มความร่วมมือกันถึง 10% และสูงถึง 25% สำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries)
สุดท้ายประเด็นสำคัญของการค้าโลกยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการกระจายฐานการผลิต ตลาด หรือเส้นทางขนส่งให้หลากหลายขึ้น แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยไม่ทำลายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะในโลกที่ทุกเศรษฐกิจยังเชื่อมโยงถึงกัน ความสามารถในการปรับตัวและการรักษาระบบการค้าที่เปิดกว้างอาจมีความสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการแข่งขัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB