เงินบาทเปิด 33.42 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน
เงินบาทเปิดเช้า 33.42 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากสัปดาห์ก่อน แต่ยังมีความเสี่ยงผันผวนสองทาง จับตาความกังวลลงทุน AI และสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ 17.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม)
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.37-33.57 บาทต่อดอลลาร์) หลังความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ยังคงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ผ่านแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor และทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ จนราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทและมีจังหวะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หนุนการแข็งค่าขึ้นอีกครั้งของเงินบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ทว่าถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง
จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดัน ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เช่น ฝั่งยุโรป แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงร้อนแรงขึ้น จะช่วยพยุงเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-way risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.10-33.75 บาท/ดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น โดยความเสี่ยง Two-Way Risk ดังกล่าว ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ในระยะสั้น ผู้เล่นในตลาดตอบสนองต่อประเด็น AI มากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ดังจะเห็นได้จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนอยู่ หากความกังวลต่อประเด็น AI ยังคงดำเนินต่อไปและส่งผลต่อตลาดการเงินมากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทว่า เงินบาทยังไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของสกุลเงินฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่จะผันผวนตามการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ส่วนเงินยูโร (EUR) จะผันผวนตามสถานการณ์การเมืองในฝรั่งเศสและสเปน เป็นสำคัญ
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.42 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาที่ระดับ 33.51 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงหลังตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่เคยประเมินไว้ ทั้งนี้เป็นเพราะหลังเสร็จสิ้นการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และไม่ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอนาคต พร้อมย้ำจุดยืนคัดค้านการใช้แนวทางชี้นำทิศทางนโยบายการเงินล่วงหน้า (Forward Guidance) โดยเห็นว่าตลาดควรอาศัยการตีความข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตนเอง
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 83% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28 ต.ค. และให้น้ำหนัก 91% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมวันที่ 9 ธ.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนคาดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางเนื่องจากความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างอาจกระทบความนิยมของเขาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะหากทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.35 - 33.50 แนะนำ ซื้อ 33.35 / ขาย 33.50
- EUR/THB 37.35 - 37.85 แนะนำ ซื้อ 37.35 / ขาย 37.85
- JPY/THB 0.2095 - 0.2135 แนะนำ ซื้อ 0.2095 / ขาย 0.2135
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB