ธนาคารกรุงเทพ กำไร 9 เดือนปี 69 แตะ 2.99 หมื่นล้านบาท สินเชื่อโต 3.2% ตั้งสำรองแกร่ง
BBL เปิดกำไรสุทธิ 9 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 29,981 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่สินเชื่อขยายตัว 3.2% ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 4.6% และอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยค่าทรงตัวในระดับสูงที่ 322.1%
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานของธนาคารและบริษัทย่อยสำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 29,981 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.47%
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของสินเชื่ออย่างมีคุณภาพยังเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้และช่วยชดเชยผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงบางส่วน
ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลงเป็นหลักจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน
ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น จากการเติบโตของธุรกิจประกันผ่านธนาคาร บริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ตามกิจกรรมการซื้อขายในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น
ด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานได้ 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 48.2% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตั้งสำรองภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
สินเชื่อโต 3.2% หนี้เสียอยู่ที่ 3.2%
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ธนาคารกรุงเทพมีเงินให้สินเชื่อรวม 2,692,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ
สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.2% ซึ่งธนาคารประเมินว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ 322.1% สะท้อนการรักษาระดับเงินสำรองอย่างระมัดระวังและรอบคอบ
ด้านเงินฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 3,221,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากสิ้นปี 2568 โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.6%
ขณะที่ฐานะเงินกองทุนยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นอยู่ที่ 21.5% อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 17.1% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 17.1% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดัน
ธนาคารกรุงเทพประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่ยังเติบโตดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก ขณะที่ภาคบริการได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ขณะที่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวยังต่ำกว่าคาดการณ์ และระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจำกัดความสามารถของภาครัฐในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ยังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
ภายใต้ความท้าทายจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและ AI การเปลี่ยนแปลงนโยบายสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ อุทกภัย และปรากฏการณ์เอลนีโญ ธนาคารกรุงเทพยังคงมุ่งสนับสนุนลูกค้าด้วยเงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ธนาคารยังสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการ SMEs Credit Boost ที่มุ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพัฒนาศักยภาพและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง และยึดหลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB