รายได้โตช้า แต่รายจ่ายพุ่ง เงินเหลือเก็บหดหาย คนไทยเสี่ยงการเงินตึงมือ
จัยกรุงศรีชี้ ครัวเรือนไทยเผชิญแรงกดดันสองทาง ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรายได้ที่เติบโตช้า โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่มีเงินสำรองจำกัด
วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่ได้ทำให้แค่ราคาน้ำมันแพงขึ้น แต่ยังเสี่ยงดันราคาสินค้าจำเป็นให้สูงขึ้น ขณะที่รายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่ต้องรับมือทั้งรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน และเงินสำรองที่มีจำกัด
วิจัยกรุงศรีประเมินความเสี่ยงจากภาวะค่าครองชีพสูงและรายได้ชะงักงัน (Household Cost-Income Squeeze)
พบว่า ครัวเรือนกลุ่มที่มีฐานะการเงินตึงตัวเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีค่าใช้จ่ายจำเป็นสูง รายได้เติบโตช้า และมีเงินสำรองไม่เพียงพอรองรับวิกฤต
วิกฤตพลังงานส่งผ่านต้นทุน ดันราคาสินค้า
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้น กดดันเงินเฟ้อและค่าครองชีพในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นยังเสี่ยงกระทบการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน
ผลกระทบส่งผ่านมายังเงินเฟ้อไทย 2 ทาง ได้แก่ ผลกระทบทางตรงจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในระยะแรกอาจถูกบรรเทาด้วยมาตรการอุดหนุนและควบคุมราคาของรัฐ และผลกระทบทางอ้อม เมื่อผู้ผลิตทยอยขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนพลังงาน เช่น อาหารสำเร็จรูปและค่าขนส่ง โดยหากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มเร็วกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อาจสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่รอส่งผ่านไปยังผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากวัตถุดิบอื่น เช่น ปุ๋ย แนฟทา และปิโตรเคมี
เปิด 3 กลุ่มครัวเรือนไทย ใครเสี่ยงมากที่สุด?
วิจัยกรุงศรีใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2558-2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ แบ่งครัวเรือนไทยตามรายได้ปี 2568 เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มตึงตัว: รายได้ไม่เกิน 24,000 บาทต่อเดือน เฉลี่ย 14,464 บาท คิดเป็น 57.2% ของครัวเรือนทั้งหมด
- กลุ่มปานกลาง: รายได้ 24,001-51,657 บาทต่อเดือน เฉลี่ย 34,173 บาท คิดเป็น 32.1%
- กลุ่มแข็งแกร่ง: รายได้ตั้งแต่ 51,658 บาทต่อเดือนขึ้นไป เฉลี่ย 84,745 บาท คิดเป็น 10.7%
การประเมินพิจารณาทั้งค่าใช้จ่าย ความมั่นคงของอาชีพและรายได้ รวมถึงเงินสำรองและภาระหนี้สินของแต่ละครัวเรือน
ระยะแรกคนรายได้สูงกระทบก่อน แต่ระยะยาวคนรายได้น้อยเจ็บหนักกว่า
ช่วงแรกที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ครัวเรือนกลุ่มแข็งแกร่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านรายจ่ายมากกว่า เพราะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะสูงกว่า
แต่หากต้นทุนพลังงานทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่น ครัวเรือนกลุ่มตึงตัวและกลุ่มปานกลางจะได้รับแรงกดดันมากขึ้น เนื่องจากมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสินค้าจำเป็นสูงกว่า ทั้งอาหาร สาธารณูปโภค และเชื้อเพลิง โดยกลุ่มตึงตัวใช้จ่ายกับสินค้าจำเป็นถึง 53.4% ของรายจ่ายทั้งหมด ส่วนกลุ่มปานกลางอยู่ที่ 47.2%
ดังนั้น หากราคาสินค้าจำเป็นทั้งสามหมวดเพิ่มขึ้น 10% กลุ่มตึงตัวจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีข้อจำกัดในการลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ของแพงไม่พอ รายได้ยังเสี่ยงสะดุด
ครัวเรือนกลุ่มตึงตัว 51.1% มีสมาชิกทำงานในภาคก่อสร้าง ค้าปลีกและค้าส่ง เกษตรกรรม ที่พักแรม และบริการด้านอาหาร ซึ่งอ่อนไหวต่อต้นทุนและความต้องการซื้อ จึงเสี่ยงถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้าง หรือเลิกจ้างในช่วงวิกฤต
ขณะที่กลุ่มแข็งแกร่งมีสมาชิกทำงานในภาคเศรษฐกิจเหล่านี้เพียง 24.3% และประมาณ 40.7% ทำงานในภาคที่มีแนวโน้มมั่นคงกว่า เช่น การบริหารราชการ การศึกษา สาธารณสุข บริการด้านวิชาชีพ รวมถึงการเงินและประกันภัย
เมื่อมองย้อนหลังตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พบว่ารายได้ที่เป็นตัวเงินของครัวเรือนกลุ่มแข็งแกร่งลดลงโดยเฉลี่ย ส่วนกลุ่มปานกลางเติบโตไม่มากนัก ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1% ต่อปี ทำให้รายได้ที่แท้จริงหรือรายได้หลังหักเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง และกำลังซื้ออ่อนแอลง
ส่วนกลุ่มตึงตัว แม้รายได้ที่เป็นตัวเงินเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่น แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากเงินช่วยเหลือภาครัฐ ซึ่งเพิ่มสัดส่วนจาก 3.6% ของรายได้ในปี 2558 เป็น 5.6% ในปี 2568 หากไม่รวมเงินช่วยเหลือ รายได้จะเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.7% ต่อปี สะท้อนว่ารายได้ที่แท้จริงยังขยายตัวต่ำ
หากราคาพลังงานยังสูงต่อเนื่องและผลักดันราคาสินค้าอื่นเพิ่มขึ้น กำลังซื้อของกลุ่มตึงตัวจึงเสี่ยงอ่อนแอลงอีกจากทั้งรายได้ที่โตช้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
เงินสำรองน้อย ยิ่งมีหนี้ยิ่งรับมือยาก
เมื่อพิจารณารายได้ส่วนเกินหลังหักรายจ่ายและภาระหนี้สิน พบว่าแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตต่างกัน
- กลุ่มตึงตัว: ครัวเรือนที่ไม่มีหนี้มีรายได้ส่วนเกินประมาณ 1,300 บาทต่อเดือน ส่วนครัวเรือนที่มีหนี้เหลือไม่ถึง 500 บาท หรือต่ำกว่า 2.6 เท่า และมีหนี้สินคงค้างสูงกว่าสินทรัพย์ทางการเงินถึง 2.7 เท่า สะท้อนว่ามีสภาพคล่องต่ำและแทบไม่มีเงินสำรองรองรับเหตุฉุกเฉิน
- กลุ่มปานกลาง: มีเงินสำรองช่วยรองรับความผันผวนระยะสั้น แต่หากค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง ครัวเรือนที่มีหนี้อาจเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ทางการเงินใกล้เคียงกับกลุ่มตึงตัว
- กลุ่มแข็งแกร่ง: มีรายได้ส่วนเกินประมาณ 30,000-35,000 บาทต่อเดือน และมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องเมื่อเทียบกับภาระหนี้น้อยกว่า จึงรับมือกับวิกฤตได้ดีกว่า
หากเงินสำรองไม่เพียงพอ ครัวเรือนกลุ่มตึงตัวอาจต้องนำเงินออมหรือสินทรัพย์มาใช้ และหากยังไม่พอก็อาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่ม
ครัวเรือนกว่า 57% เสี่ยง แต่การบริโภคภาพรวมอาจยังไปต่อ
แม้ครัวเรือนกลุ่มตึงตัวมีสัดส่วนถึง 57.2% ของครัวเรือนทั้งหมด แต่มีรายจ่ายเพื่อการบริโภครวมคิดเป็น 34.3% ของการบริโภคทั้งประเทศ
ขณะที่ครัวเรือนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะกลุ่มปานกลางที่ไม่มีหนี้และกลุ่มแข็งแกร่ง ยังมีความสามารถรักษาระดับการใช้จ่ายได้ดีกว่า จึงอาจช่วยพยุงการบริโภคภาคเอกชนและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม การบริโภคโดยรวมที่ยังขยายตัวได้อาจบดบังความยากลำบากของครัวเรือนกลุ่มตึงตัว ซึ่งต้องเผชิญทั้งรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ไม่แน่นอนพร้อมกัน
ทางออกระยะยาว ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ครัวเรือน
วิจัยกรุงศรีมองว่า มาตรการบรรเทาค่าครองชีพอาจช่วยลดผลกระทบได้ในระยะสั้น แต่การแก้ปัญหาระยะยาวต้องเสริมความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การยกระดับโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) การส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และการสนับสนุนการพัฒนาทักษะโดยไม่จำกัดช่วงอายุ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและยกระดับค่าจ้างแรงงานในอนาคต
เพราะโจทย์สำคัญไม่ได้มีแค่การรับมือกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น แต่คือการทำให้รายได้เติบโตเพียงพอ มีเงินสำรองรองรับความเสี่ยง และช่วยให้ครัวเรือนไทยไม่ต้องเผชิญแรงบีบจากทั้งรายจ่ายและรายรับเพียงลำพัง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB