เปิดเบื้องหลังรายได้แสนล้าน "ลอตเตอรี่ใบละ 80 บาท" เงินถูกแบ่งไปไหนบ้าง?
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชวนเจาะเบื้องหลังสลากกินแบ่งรัฐบาล สินค้าความหวังที่สร้างรายได้เกือบ 1.8 แสนล้านบาทในปี 2568 แล้วเงินทุกบาทที่คนไทยจ่ายซื้อสลาก ถูกแบ่งเป็นเงินรางวัล รายได้รัฐ และค่าใช้จ่ายเท่าไร?
สลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ได้เป็นเพียงการเสี่ยงโชคที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่าศตวรรษ แต่ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของภาครัฐ โดยปีงบประมาณ 2568 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีรายได้รวม 179,671 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7,362 ล้านบาท และนำส่งรายได้แผ่นดิน 54,211 ล้านบาท คิดเป็นราว 28% ของเงินนำส่งจากรัฐวิสาหกิจทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าเงินที่ประชาชนจ่ายเพื่อแลกกับโอกาสถูกรางวัล สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและรายได้ให้รัฐได้มหาศาล
จากลอตเตอรี่กว่าร้อยปี สู่แหล่งรายได้สำคัญของรัฐ
สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ อยู่คู่กับสังคมไทยมานานกว่าศตวรรษ โดยมีการออกลอตเตอรี่ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2417 ก่อนพัฒนามาเป็นสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใน พ.ศ. 2482 และมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการคลัง ตาม พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517
ตลอดเวลาที่ผ่านมา กิจการสลากกลายเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่รัฐใช้จัดหารายได้ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 สำนักงานสลากฯ นำส่งรายได้แผ่นดินคิดเป็นประมาณ 28% ของเงินนำส่งจากรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ทำให้การเสี่ยงโชคของประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของภาครัฐไทย
รายได้เกือบ 1.8 แสนล้านบาท เงินส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นกำไร
ปีงบประมาณ 2568 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีรายได้รวม 179,671 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากปีก่อน โดยรายได้เกือบทั้งหมดมาจากการจำหน่ายสลาก
เมื่อแยกตามประเภท พบว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลักเป็นแหล่งรายได้หลัก มีมูลค่า 171,227 ล้านบาท หรือประมาณ 95% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือสลากการกุศล 7,181 ล้านบาท สลากกินแบ่งรัฐบาล 3 หลัก 576 ล้านบาท และรายได้อื่นอีก 686 ล้านบาท
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ วิเคราะห์ไว้ว่า เงินที่ประชาชนจ่ายซื้อสลากไม่ได้กลายเป็นรายได้หรือกำไรของสำนักงานสลากฯ ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดให้จัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลากออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
- 60% เป็นเงินรางวัล
- ไม่น้อยกว่า 23% เป็นรายได้แผ่นดิน
- ไม่เกิน 17% เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน
กล่าวง่ายๆ คือ หากซื้อสลากทุก 100 บาท จะมีการจัดสรรเป็นเงินรางวัล 60 บาท นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินอย่างน้อย 23 บาท และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานไม่เกิน 17 บาท
เงินเสี่ยงโชคโตเกือบ 5 เท่า รัฐรับรายได้ปีละ 5.4 หมื่นล้านบาท
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เงินนำส่งรายได้แผ่นดินของสำนักงานสลากฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 11,174 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2549 เป็น 54,211 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8.7% ต่อปี
สำหรับเงินนำส่งรายได้แผ่นดินในปีงบประมาณ 2568 ไม่ได้มาจากส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายสลากเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยเงินนำส่งตามสัดส่วนที่กำหนด 44,890 ล้านบาท เงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 8,659 ล้านบาท และเงินรางวัลสลากการกุศลที่นำส่งอีก 662 ล้านบาท
เมื่อรวมเงินรางวัลที่ไม่มีผู้มารับและถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งสองส่วน จะมีมูลค่า 9,321 ล้านบาท หรือประมาณ 17% ของเงินนำส่งรัฐทั้งหมดในปีงบประมาณดังกล่าว
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า รายได้ของรัฐจากกิจการสลากไม่ได้เกิดจากส่วนแบ่งการจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเงินรางวัลที่ไม่มีผู้มารับตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย
ขายความหวังหลักแสนล้าน สุดท้ายเหลือกำไรเท่าไร?
แม้รายได้ส่วนใหญ่จากการจำหน่ายสลากจะถูกจัดสรรเป็นเงินรางวัลและนำส่งภาครัฐ แต่สำนักงานสลากฯ ก็ยังมีกำไรจากการดำเนินกิจการ
ในปีงบประมาณ 2568 สำนักงานสลากฯ มีรายได้รวม 179,671 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 172,308 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,362 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรสุทธิประมาณ 4.1 บาทต่อรายได้ทุก 100 บาท
หากเทียบกับในอดีต กำไรสุทธิของสำนักงานสลากฯ เพิ่มขึ้นจาก 1,361 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2555 เป็น 7,362 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิและเงินนำส่งรายได้แผ่นดินเป็นตัวเลขคนละประเภท จึงไม่ควรนำมารวมกันโดยตรงเพื่อใช้วัดรายได้ที่รัฐได้รับจากกิจการสลาก
ทำไมคนไทยยังซื้อสลาก ทั้งที่โอกาสถูกรางวัลที่ 1 มีเพียง 1 ในล้าน?
แม้โอกาสถูกรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลักจะอยู่ที่เพียง 1 ใน 1,000,000 ต่อหนึ่งหมายเลข แต่สลากยังคงได้รับความนิยมจากคนไทย เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งคือการเป็นสิ่งที่เรียกว่า “สินค้าความหวัง”
ด้วยราคาสลากหนึ่งฉบับ 80 บาท ผู้ซื้อสามารถแลกกับโอกาสลุ้นเงินรางวัลหลักหลายล้านบาท ทำให้หลายคนยอมจ่ายเงินจำนวนไม่มากเพื่อหวังเปลี่ยนสถานะทางการเงินของตัวเอง
พฤติกรรมนี้อธิบายได้ด้วยแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เรียกว่า Probability Weighting หรือการให้น้ำหนักกับความน่าจะเป็นที่แตกต่างจากโอกาสเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก แต่ให้ผลตอบแทนสูง
สำหรับผู้ซื้อสลาก ความคิดที่ว่า “เผื่อจะถูกรางวัล” อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากกว่าการคำนวณความน่าจะเป็นตามหลักคณิตศาสตร์ แม้เมื่อมองภาพรวม เงินรางวัลที่จ่ายคืนจะต่ำกว่าเงินที่ผู้ซื้อสลากจ่ายไปทั้งหมดก็ตาม
นอกจากนี้ การเป็นกิจการของรัฐ กระบวนการออกรางวัลที่มีการตรวจสอบ และเครือข่ายจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ยังทำให้สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นรูปแบบการเสี่ยงโชคที่ผู้คนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่าย
เมื่อความหวังของประชาชนกลายเป็นรายได้ของรัฐ
ในมุมเศรษฐศาสตร์ สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นกิจการที่น่าสนใจ เพราะรายได้เกือบทั้งหมดมาจากการขายโอกาสลุ้นรางวัล ซึ่งผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากต่อครั้ง แต่เมื่อมีผู้ซื้อจำนวนมาก ก็สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มหาศาล
สำหรับประชาชน สลากหนึ่งใบอาจหมายถึงความหวังที่จะได้เงินก้อนใหญ่ ปลดภาระหนี้สิน หรือเปลี่ยนแปลงชีวิต ขณะที่ภาครัฐได้รับรายได้จากกิจการนี้ปีละหลายหมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมประเด็นที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและความเสี่ยงจากการใช้เงินเพื่อเสี่ยงโชคเกินกำลัง เพราะเงินที่นำไปซื้อสลากย่อมมีต้นทุนค่าเสียโอกาส หากเงินจำนวนเดียวกันสามารถนำไปใช้จ่ายที่จำเป็นหรือเก็บออมเพื่ออนาคตได้
ดังนั้น การบริหารกิจการสลากจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการจัดหารายได้ให้รัฐกับการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสสร้างฐานะทางเศรษฐกิจจากการทำงาน การออม และการลงทุน มากกว่าการฝากความหวังไว้กับตัวเลขหกหลัก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB