รายได้เกิน 50,000 บาทต่อเดือน แต่ทำไมยังเสี่ยงการเงินสะดุด?
รายได้เกิน 50,000 บาทต่อเดือน แต่ทำไมยังเสี่ยงการเงินสะดุด? เช็ก 4 จุดบอดที่คนมีรายได้สูงอาจมองข้าม
การมีรายได้สูงอาจไม่ใช่หลักประกันของความมั่นคงทางการเงินเสมอไป โดยเฉพาะช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดัน พร้อมกับภาระผูกพันทางการเงินที่เพิ่มขึ้นตามช่วงวัย ตั้งแต่การผ่อนที่อยู่อาศัย รถยนต์ การสร้างครอบครัว ไปจนถึงการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้แม้แต่ผู้มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ก็อาจเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ หากรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้ และเงินสำรองไม่สมดุลกัน
นายราเมษฐ์ ศศิรัชพรชัย หัวหน้าฝ่าย Product Owner สาย Digital and Innovation Management ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชาชน 69.9% มีความกังวลเรื่องค่าครองชีพ และ 63.8% มองว่ารายได้ยังไม่สอดคล้องกับรายจ่าย
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า สัดส่วนผู้มีภาระหนี้ในกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 62.44% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นจาก 50.99% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนผู้มีภาระหนี้สูงที่สุด ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับภาระผูกพันตามช่วงวัย เช่น การผ่อนที่อยู่อาศัย รถยนต์ หรือการลงทุนในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างฐานะและต่อยอดคุณภาพชีวิต
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การมีรายได้สูงไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสมอไป หากต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลายด้านพร้อมกัน ความสามารถในการสร้างรายได้จึงต้องมาพร้อมกับการบริหารจัดการเงินอย่างเหมาะสม
ภาระการเงินไม่ใช่แค่เรื่องรายรับ-รายจ่าย แต่เกี่ยวข้องกับความเครียดด้วย
นอกจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้แล้ว ปัญหาการเงินยังอาจส่งผลต่อความเครียดในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลจากระบบประเมิน MENTAL HEALTH CHECK IN ของกรมสุขภาพจิต ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 พบว่า ในกลุ่มผู้รับการประเมินที่มีการจำแนกปัจจัยเสี่ยงจำนวน 57,532 คน มีผู้ที่เผชิญความเครียดจากปัจจัยด้านรายได้หรือภาระหนี้สินร่วมด้วย 11,012 คน หรือคิดเป็น 19.1%
ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการทางการเงินเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนทุกระดับรายได้ และการวางแผนทางการเงินที่ดีอาจช่วยลดความกังวลใจและยกระดับคุณภาพชีวิตได้โดยตรง
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า สุขภาพการเงินที่แข็งแรงไม่ได้วัดจากตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างรายจ่าย ภาระผูกพัน และสภาพคล่องสำรอง ผู้ที่มีรายได้สูงแต่มีภาระผ่อนชำระระยะยาวหลายทาง อาจมีสภาพคล่องสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉินน้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ปานกลางแต่จัดสรรเงินอย่างรัดกุม
และอีกหนึ่งความท้าทายคือ ความกังวลเรื่องเงินอาจทำให้หลายคนไม่อยากทบทวนสถานะทางการเงินของตนเองอย่างจริงจัง จนมองข้ามความเสี่ยงบางจุดที่สามารถปรับแก้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
นายราเมษฐ์ ยังบอกด้วยว่า การดูแลสุขภาพการเงินมีหลักคิดคล้ายกับการดูแลสุขภาพร่างกาย โดยควรเน้นการป้องกันมากกว่ารอให้เกิดปัญหาสภาพคล่องแล้วจึงหาทางแก้ไข
เช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี หากพบว่าค่าคอเลสเตอรอลเริ่มสูง ก็สามารถปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตให้สมดุลขึ้นได้ เรื่องการเงินก็เช่นกัน การตรวจสอบโครงสร้างการเงินอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เห็นว่าด้านใดวางแผนไว้ดีแล้ว และด้านใดควรปรับสมดุลเพิ่มเติม เพื่อให้เดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น
เปิด 4 มิติสุขภาพการเงิน เช็กจุดบอดที่ยอดเงินในบัญชีอาจบอกไม่ได้
โดย Financial Health Check บนแอปพลิเคชัน KKP Better เครื่องมือประเมินความพร้อมทางการเงินเพื่อไม่ให้มองข้าม 4 จุดบอดที่มักมองข้าม
1. กระแสเงินสดรายเดือน
ประเมินความสมดุลระหว่างรายรับ รายจ่าย และสัดส่วนภาระผ่อนชำระที่เหมาะสม เพื่อให้เห็นว่าเงินที่เข้ามาในแต่ละเดือนเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันหรือไม่
2. เงินสำรองฉุกเฉิน
ประเมินความพร้อมด้านสภาพคล่องสำหรับรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยไม่กระทบต่อแผนการเงินหลัก
3. ความคุ้มครองทางการเงิน
ประเมินความเพียงพอของประกันหรือเกราะป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน
4. พอร์ตการลงทุน
พิจารณาความเหมาะสมของสัดส่วนสินทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว
ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้เห็นความเสี่ยงที่ยอดเงินคงเหลือในบัญชีเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนออกมา เช่น การมีกระแสเงินสดหมุนเวียนดี แต่ยังขาดเงินสำรองฉุกเฉิน หรือมีสินทรัพย์ลงทุนจำนวนมาก แต่กระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ
สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เริ่มจากการจัดสมดุลเงินที่มี
สำหรับแนวทางเบื้องต้นในการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการทบทวนโครงสร้างรายรับ-รายจ่าย ควบคุมสัดส่วนภาระผ่อนชำระต่อรายได้ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และทยอยสะสมเงินสำรองฉุกเฉินในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นประมาณ 3–6 เดือน ตามบริบทของแต่ละครอบครัว
สุขภาพการเงินที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องมีเงินออมมหาศาลหรือต้องไม่มีภาระหนี้เลย เพราะการมีสินเชื่อที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างฐานะและต่อยอดความมั่งคั่ง แต่หัวใจสำคัญคือการรู้ว่าตนเองอยู่ในสถานะใด และมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องบริหารจัดการ
อย่างไรก็ตาม การปรับพฤติกรรมทางการเงินต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ ยิ่งเริ่มต้นตรวจสอบและวางแผนได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความมั่นคงและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB