จับตาทิศทางสัปดาห์หน้า หลังเงินบาทพลิกแข็งค่า หุ้นไทยร่วงหนัก
นย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ 2-6 พ.ย. 2569 พร้อมเปิดปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ทั้งผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เงินทุนต่างชาติ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง
สัปดาห์ที่ผ่านมา (26-30 ต.ค. 2569) ค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน โดยเงินบาทอ่อนค่าในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนพลิกกลับมาแข็งค่าหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายต่อเนื่อง จนดัชนีร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนครึ่ง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า ช่วงต้นสัปดาห์เงินบาทอ่อนค่าผ่านระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินเข้มงวด และให้น้ำหนักกับการดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อ แม้จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม นอกจากนี้ ยังมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงใกล้สิ้นเดือนเข้ามากดดันเงินบาทเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมาแข็งค่าในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ หลัง กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% โดยตลาดตีความจากแถลงการณ์หลังการประชุมว่า โอกาสปรับลดดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจาก กนง. ยังคงติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อ รวมถึงผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน
ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์เผชิญแรงขายจากการปรับสถานะลงทุน หลังเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาดที่กรอบ 3.75-4.00% ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง อีกทั้งยังมีแรงกดดันทางอ้อมจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ส่งสัญญาณเตรียมใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคม
สำหรับสัปดาห์วันที่ 2-6 พ.ย. 2569 KBank คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทไว้ที่ 33.30-34.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. สถานการณ์ตะวันออกกลาง ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนตุลาคมของไทย ข้อมูลตลาดแรงงานและดัชนี PMI เดือนตุลาคมของสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงผลประชุม BOE วันที่ 5 พ.ย. และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนตุลาคมของยูโรโซน
ส่วนตลาดหุ้นไทย SET Index ปรับตัวลดลงแรงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน แม้ช่วงต้นสัปดาห์จะมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มท่องเที่ยวเข้ามาหนุนให้ดัชนีฟื้นตัวในระยะสั้น แต่หลังจากนั้นกลับเผชิญแรงขายต่อเนื่อง
โดยมีแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มปิโตรเคมี หลังบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นยังถูกเทขายจากความกังวลต่อแนวโน้มกำไร หลังภาครัฐประกาศปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่
ขณะที่ช่วงท้ายสัปดาห์ นักลงทุนยังเร่งขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง ระหว่างรอติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยแรงขายกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม นำโดยกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวลงตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ ส่งผลให้ดัชนี SET Index ร่วงลงแตะระดับ 1,511.58 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 5 เดือนครึ่ง
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 2-6 พ.ย. 2569 KSecurities ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,515 และ 1,500 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,530 และ 1,550 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนตุลาคมของไทย ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทย สถานการณ์ตะวันออกกลาง และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานเดือนตุลาคมของสหรัฐฯ ดัชนี PMI เดือนตุลาคมของสหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเบื้องต้นเดือนตุลาคม และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนกันยายนของยูโรโซน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB