โลกแห่ตุนเสบียง 72 ชั่วโมง มองมิติทางเศรษฐกิจ สะท้อนอะไร?
โลกแห่ตุนเสบียง 72 ชั่วโมง มองมิติทางเศรษฐกิจ สะท้อนอะไร? แม้ยังไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร แต่
เมื่อหลายประเทศทั่วโลกเริ่มแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นให้เพียงพออย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน คำแนะนำดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเพียงมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉิน แต่หากมองในมิติทางเศรษฐกิจ นี่คือสัญญาณที่สะท้อนว่าโลกกำลังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น
เพราะไม่ว่าจะเป็นสงคราม ภัยธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนมีโอกาสส่งผลกระทบต่อการผลิต การขนส่ง พลังงาน และราคาสินค้า
ซึ่งท้ายที่สุดอาจกลายเป็นภาระค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับ ซึ่งหากเกิดวิกฤตขึ้นจริง เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน
72 ชั่วโมง แผนสำรองรับมือวิกฤตที่อาจกระทบเศรษฐกิจ
แนวคิดการเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ โดยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2025 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ EU Preparedness Union Strategy เพื่อยกระดับความพร้อมของประเทศสมาชิกในการรับมือวิกฤต พร้อมเสนอให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉินจนบริการพื้นฐานไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุ ไฟฟ้าดับ ระบบสื่อสารขัดข้อง การโจมตีทางไซเบอร์ หรือความขัดแย้งทางทหาร
ขณะที่สหราชอาณาจักรเปิดตัวแคมเปญ Be Ready ในเดือนตุลาคม 2026 โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมว่า รัฐบาลอังกฤษแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหารที่เก็บได้นานและน้ำดื่มสำรองไว้ที่บ้านอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ในช่วงที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
ซึ่งคำแนะนำดังกล่าวส่งผลถึงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยร้านค้าบางแห่งในอังกฤษพบยอดขายอาหารกระป๋อง วิทยุฉุกเฉิน และไฟฉายเพิ่มขึ้น
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงจากวิกฤตไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านความมั่นคง แต่ยังสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และสร้างความต้องการสินค้าในกลุ่มจำเป็นเพิ่มขึ้นได้ด้วย
นอกจากนี้ สวีเดนยังมีการแจกคู่มือเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและสงคราม โดยแนะนำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ส่วนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการสำรองอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์จำเป็น เพื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติที่อาจทำให้ระบบขนส่งและสาธารณูปโภคเสียหาย
วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เสี่ยงเขย่าราคาน้ำมัน-ค่าขนส่ง-ต้นทุนสินค้า
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่เศรษฐกิจโลกต้องจับตาคือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับ NATO และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
แม้คำแนะนำให้เตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงจะไม่ได้หมายความว่าสงครามโลกกำลังจะเกิดขึ้น แต่หากความขัดแย้งขยายวงกว้าง ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจลุกลามไปไกลกว่าประเทศคู่ขัดแย้ง
โดยเฉพาะตลาดพลังงานโลก ซึ่งมีช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมัน หากเกิดเหตุขัดข้องในการเดินเรือ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานและสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก
เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ก่อนสะท้อนออกมาเป็นราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น
หมายความว่า แม้ประชาชนจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่สงคราม ก็อาจได้รับผลกระทบผ่านราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง และราคาอาหารในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน หากเส้นทางขนส่งหรือระบบโลจิสติกส์เกิดการหยุดชะงัก ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่สินค้าจะส่งมอบล่าช้าหรือมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ
กระแสเตรียมเสบียง สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคและโอกาสทางธุรกิจ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ การเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงอาจส่งผลต่อรูปแบบการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
กรณีร้านค้าในอังกฤษที่พบยอดขายอาหารกระป๋อง วิทยุฉุกเฉิน และไฟฉายเพิ่มขึ้น เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าความกังวลต่อสถานการณ์ภายนอกสามารถเปลี่ยนเป็นความต้องการซื้อสินค้าบางประเภทได้
ในมุมธุรกิจ สินค้าอุปโภคบริโภคที่เก็บรักษาได้นาน อุปกรณ์ฉุกเฉิน แบตเตอรี่สำรอง และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ประชาชนดำรงชีวิตได้ในช่วงที่ระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก อาจได้รับความสนใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้นไม่ได้หมายความว่าตลาดจะเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะหากประชาชนเร่งซื้อสินค้าเกินความจำเป็น อาจทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดและราคาปรับตัวสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจยังต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงคลัง การกระจายแหล่งวัตถุดิบ และแผนสำรองด้านโลจิสติกส์ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
ประเทศไทยเสี่ยงแค่ไหน? แม้มีความมั่นคงด้านอาหาร แต่ยังต้องจับตาต้นทุนเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทย แม้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งกักตุนอาหารเพื่อรับมือสงคราม แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ทั้งหมด
โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม
ข้อมูลจาก OECD ในรายงานเศรษฐกิจประเทศไทยปี 2025 ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านการผลิตอาหาร โดยข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO คาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวเปลือกของไทยในฤดูกาล 2568/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 33.5 ล้านตัน สะท้อนศักยภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร
แต่การมีผลผลิตอาหารภายในประเทศจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าไทยจะปลอดภัยจากความผันผวนของราคาอาหารและต้นทุนการผลิต เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา ทั้งราคาพลังงาน ปุ๋ย วัตถุดิบทางการเกษตร และต้นทุนการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้แนะนำให้ประชาชนเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง โดยครอบคลุม 6 หมวดสำคัญ ได้แก่
1. ยาและเวชภัณฑ์
2. อาหารและน้ำดื่ม
3. อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือ
4. เอกสารสำคัญและเงินสด
5. ของใช้ส่วนตัวและสุขอนามัย
6. เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม
คำแนะนำดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจนไม่สามารถเดินทางไปทำงานหรือเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ การมีเงินสดและสิ่งของจำเป็นสำรองไว้ย่อมช่วยลดภาระทางการเงินในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน
เตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงอย่างไร ไม่ให้กระทบเงินในกระเป๋า?
สำหรับประชาชน การเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตไม่จำเป็นต้องหมายถึงการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากจนเกินความจำเป็น แต่ควรเป็นการวางแผนค่าใช้จ่ายและสำรองสิ่งของให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่ อาหารที่เก็บได้นาน น้ำดื่ม ยาประจำตัว ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง อุปกรณ์สื่อสาร เอกสารสำคัญ และเงินสดในจำนวนที่เหมาะสมกับความจำเป็น
ขณะเดียวกัน ควรตรวจสอบวันหมดอายุของอาหารและยา รวมถึงทยอยเติมสิ่งของที่ใช้ไป เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในคราวเดียว
อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การมีเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะแม้จะมีอาหารและน้ำดื่มเพียงพอ แต่หากเกิดเหตุที่ทำให้รายได้หยุดชะงักหรือมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น สภาพคล่องทางการเงินก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ครัวเรือนผ่านพ้นวิกฤตได้
กระแสการเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงทั่วโลกไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าโลกกำลังจะเข้าสู่สงครามครั้งใหญ่ แต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลและประชาชนกำลังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
เพราะในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานสามารถส่งผลต่อราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และค่าครองชีพได้ตลอดเวลา การเตรียมพร้อมจึงไม่ใช่แค่การมีเสบียงให้เพียงพอ 3 วัน แต่ยังรวมถึงการมีเงินสำรองและความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
เพราะวิกฤตอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการขาดแคลนอาหาร แต่เริ่มต้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น รายได้ที่หยุดชะงัก และกำลังซื้อที่ลดลงโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว
ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB