ในโลกของสโมสรเรอัล มาดริด ประวัติศาสตร์สอนเรามาเสมอว่า ตำแหน่งกุนซือคือเก้าอี้ที่ร้อนที่สุดตัวหนึ่งในวงการฟุตบอล คุณอาจอยู่บนจุดสูงสุดวันนี้ และตกงานได้ทันทีหลังผลการแข่งขันแย่เพียงนัดเดียว ความจริงข้อนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แม้คนคุมทีมจะชื่อ ชาบี อลอนโซ่ ที่เป็นหนึ่งในยอดแข้งจากสโมสรแห่งนี้ก็ตามก็ตาม
ช่วงเวลาที่อลอนโซ่กลับมาที่ซานติอาโก เบร์นาเบว เต็มไปด้วยความหวัง เขาเริ่มงานได้อย่างยอดเยี่ยม ชนะถึง 17 จาก 20 นัดแรกในทุกรายการ
แต่สุดท้าย เรื่องราวก็จบลงอย่างรวดเร็ว อลอนโซ่แยกทางกับสโมสรหลังความพ่ายแพ้ต่อบาร์เซโลน่า 3-2 ในนัดชิงซูเปร์โกปา สเปน แม้ในลีกจะตามหลังบาร์ซ่าเพียง 4 คะแนน และยังมีโอกาสไปต่อในแชมเปี้ยนส์ ลีก
แต่แรงกดดันที่สะสมมานาน ทั้งจากผลงานในสนามและความไม่ลงรอยกันภายในทีม ก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในที่สุด
ชาบี อลอนโซ่ เป็นโค้ชที่ทำงานละเอียดมาก เขาเชื่อในระบบ เชื่อในโครงสร้าง และเชื่อในกระบวนการ นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ
อย่างยิ่งกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น พาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาแบบไร้พ่ายในฤดูกาล 2023-24 แต่ทุกคนรู้ดี…สิ่งที่เคยเวิร์กในเยอรมนี ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้ทันทีในมาดริด
ความจริงคือ ตั้งแต่วันแรกที่อลอนโซ่รับงานนี้ เขาก็อยู่ในสถานการณ์ที่แทบไม่มีพื้นที่ให้พลาด เขาเป็นโค้ชสาย “โปรเจกต์” ที่ต้องการเวลาในการปลูกฝังแนวคิด โดยเฉพาะกับทีมที่กำลังถ่ายเลือดและมีนักเตะอายุน้อยหลายคน แต่ที่มาดริด คำว่า “เวลา” แทบไม่มีความหมาย เพราะผลการแข่งขันต้องมาก่อนเสมอ
อีกปัจจัยสำคัญคือ การเมืองภายในสโมสร อายุงานของกุนซือเรอัล มาดริด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแท็กติกอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ ทั้งกับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ และกับผู้บริหารระดับบน โค้ชที่อยู่รอดได้ มักเป็นคนที่ประคองสมดุลตรงนี้ได้ดี ไม่ใช่แค่มีไอเดียฟุตบอลที่ชัดเจน
ในแง่แท็กติก อลอนโซ่แทบไม่มีช่วงปรีซีซั่นให้ทำงานจริงจัง เขาต้องเริ่มวางรากฐานแนวคิดของตัวเองระหว่างการแข่งขันรายการใหญ่อย่างฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ซึ่งหมายความว่า การทดลองระบบ แผน และตัวผู้เล่น ต้องเกิดขึ้นในเกมทางการทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ตารางแข่งขันที่แน่น และปัญหาอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะในแนวรับ ทำให้การสร้างความต่อเนื่องยิ่งยากขึ้นไปอีก
ฤดูกาลนี้ เรอัล มาดริด แทบไม่เคยใช้ผู้เล่นชุดเดิมในลาลีกาเลย อลอนโซ่มีการปรับทีมเฉลี่ยมากกว่า 3 ตำแหน่งต่อเกม ส่งผลให้ทีมขาดความนิ่งและความเข้าใจกันในสนาม
ในแผนการขึ้นเกม อลอนโซ่มักให้ทีมยืนเป็นแนวรับสามคนแบบชั่วคราว โดยดร็อป โอเรเลียง ชูอาเมนี่ ลงมาช่วยต่อบอล คล้ายกับระบบที่เขาเคยใช้กับเลเวอร์คูเซ่น
นักเตะเกมรุกอย่าง เอ็มบัปเป้ และโรดรีโก้ จะขยับเข้ามาด้านใน เพื่อสร้างความหลากหลายในแนวรุก โครงสร้างเหล่านี้เปลี่ยนไปตามคู่แข่ง บางเกมเป็น 3-5-2 บางเกมเป็น 3-4-3 เพื่อพยายามกดดันให้เกมรับฝั่งตรงข้าม
ไปดูรายละเอียดมากกว่านั้น หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือบทบาทของ อาร์ด้า กือแลร์ ที่ถูกขยับจากปีกมาเล่นเป็นมิดฟิลด์คุมจังหวะ แม้จะมีทักษะและความสร้างสรรค์สูง แต่ความเข้าใจตำแหน่งยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดช่องว่างในแดนกลาง
ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับเขาคนเดียว มิดฟิลด์หลายคนของมาดริดมีแนวโน้มดันสูงหรือถ่างออกด้านข้าง จนตรงกลางโล่งและโดนโจมตีได้ง่าย
ในเกมรุก แม้เอ็มบัปเป้กับวินิซิอุสจะเริ่มเล่นเข้าขากันมากขึ้น แต่การโจมตีที่เทไปทางฝั่งซ้ายอย่างชัดเจน ทำให้คู่แข่งวางแผนรับมือได้ไม่ยากนัก ด้านขวา ไม่ว่าจะเป็น โรดรีโก้ บราฮิม ดิอาซ หรือบัลเบร์เด้ ก็ยังไม่สามารถสร้างอันตรายได้สม่ำเสมอ
เอ็มบัปเป้ยิงไป 18 ประตูจาก 18 เกมลีก และมีส่วนกับถึง 42 เปอร์เซ็นต์ของประตูทั้งหมดของทีม ตัวเลขนี้สะท้อนความยอดเยี่ยมของเขา แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อทีมพึ่งพาคนเดียวมากเกินไป ความบาลานซ์ของทีมกำลังเสียไปหรือไม่
ปัญหาอีกด้านคือเกมรับตอนทีมไม่มีบอล อลอนโซ่เน้นเสมอว่าทั้ง 11 คนต้องช่วยกันป้องกัน ช่วยกันไล่บอล ทีมมีสถิติแย่งบอลสูงในแดนบนดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่เมื่อฤดูกาลผ่านไป ความเข้มข้นในการเพรสเริ่มลดลง โดยเฉพาะจากแนวรุก ส่งผลให้แดนกลางและแนวรับต้องรับภาระหนักเกินไป
ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่แท็กติกของชาบี อลอนโซ่ ใช้ไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของบริบท เวลา ความคาดหวัง และแรงกดดันในสโมสรที่ไม่เคยรอใครอย่างเรอัล มาดริด…